HOW To 100 ปี : ผลงานนักสื่อสารสร้างสรรค์ ภาคอีสาน
ใครหลายคนคงจะอยากอยู่ในโลกใบนี้นานๆ ซึ่งการดำเนินชีวิตมีผลตอนบั้นปลายชีวิตเราแน่นอน แต่ก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางเราจะทำอย่างไรให้ไปถึงปลายทางอย่างมีความสุข
ครอบครัว แสนสีหา มีความเข้าใจและประสบการณ์ตรงว่า มี 3 ข้อ ที่ทำให้คนในครอบครัวอายุยืน ข้อแรกเรื่องของกรรมพันธุ์ ข้อ 2 คือการดำเนินชีวิต และข้อที่ 3 ที่สำคัญคิดว่าสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการที่เราจะป้องกันไว้ก่อน โดยการดูแล การกิน การนอน การดำเนินชีวิต การพักผ่อน การสันทนาการ จะมีผลกับตอนบั้นปลายชีวิต “ที่จะทำให้เราอายุยืนอย่างมีความสุขและไม่เป็นโรค”
ประเด็นรองรับสังคมสูงวัย ผลงานนักสื่อสารสร้างสรรค์ ภาคอีสาน จ.มหาสารคาม
#ประเด็นรองรับสังคมสูงวัย #feedDD #MASS #ไทยเสรีนิวส์
Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/var/www/vhosts/artculture4health.com/domains/artculture4health.com/public_html/mass/app/webroot//files/gallery/1_2021-08-20_295) is not within the allowed path(s): (/home/artcultu/:/tmp/:/var/tmp/:/opt/alt/php56/usr/share/pear/:/dev/urandom:/usr/local/php56/lib/:/usr/local/php56/lib/:/usr/local/php73/lib/:/usr/local/php74/lib/:/usr/local/php81/lib/:/usr/local/php83/lib/:/usr/local/lib/php/) [APP/View/Blogs/view.ctp, line 18]Code Context$photos = array();if ($this->request->Content['Content']['album'] != '' && $this->request->Content['Content']['album_publish'] == 1) {if (is_dir(UPLOAD_ROOT . $this->request->Content['Content']['album'])) {$viewFile = '/home/artcultu/domains/artculture4health.com/public_html/mass/app/View/Blogs/view.ctp' $dataForView = array( 'blog_others' => array( (int) 0 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 1 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 2 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 3 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 4 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 5 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 6 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 7 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 8 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ), (int) 9 => array( 'Content' => array( [maximum depth reached] ), 'Categorie' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectCat' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentType' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectHealthIssue' => array( [maximum depth reached] ), 'ProjectRegion' => array( [maximum depth reached] ), 'Creater' => array( [maximum depth reached] ), 'Modifier' => array( [maximum depth reached] ), 'ContentDate' => array([maximum depth reached]) ) ), 'meta_og' => ' <meta property="og:site_name" content="artculture4health.com/" /> <meta property="og:title" content="HOW To 100 ปี : ผลงานนักสื่อสารสร้างสรรค์ ภาคอีสาน" /> <meta property="og:description" content="" /> <meta property="og:type" content="article" /> <meta property="og:image" content="" /> <meta property="og:url" content="http://artculture4health.com/contents/view/295" />' ) $blog_others = array( (int) 0 => array( 'Content' => array( 'id' => '133', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'ดนตรีพาเพลิน', 'intro_text_tha' => '', 'full_text_tha' => '<h1 class="entry-title"><span>ดนตรีพาเพลิน</span></h1> <div><span> <p>ใครๆ ก็มักบอกว่า เด็กพิเศษน่ะ ให้เรียนดนตรีซิ</p> <p>แต่ไม่มีใครพูดถึงว่า เรียนอย่างไร ?</p> </span> <h1 class="entry-title"><img style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" src="http://artculture4health.com/mass/files/ดนตรีพาเพลิน/a-1.jpg" alt="" width="75%" /></h1> </div> <div> <p><span>ฐานันดร ชูประกาย หรือ คุณครูสอ ของครอบครัวดนตรีพาเพลิน</span> เรียนจบดนตรีสากลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สายวิชาที่จบมาเพื่อเป็นนักดนตรี ไม่ใช่ครู หรือครูสอนดนตรี แต่เขามีความสนใจในดนตรีสำหรับเด็ก ว่าการให้เด็กเรียนรู้ดนตรีจะเกิดผลดีอย่างไร และควรทำอย่างไร ในระยะแรกคุณครูสอจึงเป็นนักดนตรีอาชีพควบคู่ไปกับการเป็นครูสอนดนตรีโรงเรียนในระบบจนกระทั่งมีโอกาสได้ทำงานกับเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษที่เรียนร่วมอยู่ในโรงเรียนรุ่งอรุณ</p> <p>เขาคิดว่าดนตรีน่าจะมีอะไรให้มากกว่าการพัฒนาสุขภาวะทางดนตรีเท่านั้น เพราะเห็นผลจากเด็กบางคนมีพัฒนาการบางอย่างที่จับต้องได้ ผ่านการทดลองทำกิจกรรมดนตรีสำหรับกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นเหมือนห้องทดลองอยู่หลายปี ต่อมาจึงออกมาเปิดเป็นโรงเรียนดนตรีพาเพลิน</p> <p>“ระบบกลุ่มทำให้เราจำแนกความคิดของเรา จาก<em>วิธีคิดเดิมคือครูสอนดนตรี ก็ต้องสอนให้เด็กเป็นดนตรี</em> แต่การที่เราเรียนมาแบบนักดนตรี พอเรามาอยู่ในระบบโรงเรียน เห็นเด็กๆ ผมเห็นว่า <span>เราควรก้าวข้ามจากความเป็นดนตรีเพียวๆ เพราะดนตรีมันมีคุณค่าน่าจะไปช่วยอะไรได้มากกว่านั้น</span> ก็ค่อยๆ ไล่ดู ดนตรีกลุ่มน่าจะสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เด็กเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันได้ จะมีกิจกรรมประเภทไหนบ้าง จะลงลึกไปถึงขั้นเล่นดนตรีไหม ก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อมา พบว่าถ้าเราทำกิจกรรมกลุ่ม <span>เอาจังหวะ ทำนอง นำให้เขาได้เคลื่อนไหวกายก่อนจะเข้าถึงเด็กได้เร็วมาก แต่ถ้าเราไปแตะเทคนิค ให้เล่นเครื่องก่อน จะเข้าถึงเด็กแต่ละคนยาก”</span></p> <h1>‘กาย’ ต้องเคลื่อนไหว</h1> <p>“เครื่องดนตรีนี่เวลาเล่นเราใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดละเอียดมาก ต้องใช้นิ้วทั้งนั้นเลย ซึ่งเด็กของเราก็ติดปัญหาตรงนี้ทั้งนั้น มันถึงเป็นโจทย์ใหญ่ของพ่อแม่ทุกคน <span>เรามักพูดกันว่าเด็กพิเศษหรือแม้แต่เด็กทั่วๆไป ต้องเรียนดนตรีสิ แต่เรียนอะไรล่ะ เรียนยังไง ตรงนี้ไม่ค่อยพูดถึงกัน</span></p> <p>ผมเห็นว่าเรายังไม่ควรที่จะเริ่มจากการเล่นเครื่องดนตรีเลย <em>อันดับแรก ต้องขยับกายก่อน แล้วก็ดูใจเขา ให้เขาเปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้</em> เมื่อเข้ามาเรียนแล้วมีความสุข สนุก ซึ่งก็จะใช้เวลาค่อยๆ ทำไป แล้วค่อยมาประเมินอีกทีว่า เราจะเจาะช่องให้เขาได้สัมผัสเครื่องดนตรีมากน้อยแค่ไหน ใครมีศักยภาพตรงไหน”</p> <h1>ที่ต้องขอคือ ‘โอกาส’</h1> <p>“จากประสบการณ์การทำกิจกรรมกลุ่ม การเปิดโอกาสให้เรียนร่วมสำคัญมาก เด็กที่มีความต้องการพิเศษที่ถูกฝึกมาให้เรียนร่วมได้แล้ว (หมายถึงไม่กวนกลุ่ม ถึงยังไม่ทำไม่ร่วมกิจกรรม ก็ไม่เป็นไร) ถ้าเขาได้เริ่มตั้งแต่เล็กๆ จะได้ประโยชน์มาก ซึ่งงานที่ยากคือ การทำความเข้าใจกับพ่อแม่ว่าพื้นที่นี้ทั้งเด็กทั่วไปและเด็กพิเศษ <span>จะได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย</span> แต่เราขอโอกาส ขอเวลาให้เขาได้ปรับตัว ได้เรียนร่วมกัน ทางพ่อแม่เด็กพิเศษก็มักจะกลัวว่าลูกจะไปเป็นภาระคนอื่น ก็ต้องคุยกันทั้งสองฝ่าย</p> <p>เด็กบางคนร้องไห้เป็นเดือน แต่พอเด็กหยุดร้องเพราะเขาเห็นแล้วว่า<span><em>พื้นที่นี้ปลอดภัย</em></span>เขาจะเริ่มทำได้ ให้ทำซ้ำเรียนรู้ต่อเนื่องเป็นปี เราพบว่าในกลุ่มนี้หลายคนสามารถพัฒนาเขาไปสู่การเล่นเครื่องดนตรีได้อย่างไม่น่าเชื่อ”</p> <h1>การช่วยเหลือที่ ‘เข้าใจ’</h1> <p>“การเรียนรู้ของคน ไม่ได้อยู่ที่ต้องทำเท่านั้น กิจกรรมกลุ่มนี่เราประเมินแล้วว่า ไม่ได้ยากเกินความสามารถหรอก <span>แต่เขายังไม่พร้อมที่จะทำ</span> เราแยกเป็นสองส่วนคือ <span>ดูความเข้าใจ</span> เด็กมีปฏิภาณไหวพริบที่จะเข้าใจได้ไหม กับอีกส่วนคือ <span>พฤติกรรม</span> บางคนที่เขาไม่ทำ ไม่ใช่ไม่เข้าใจ แต่ติดเรื่อง ไม่ยืดหยุ่น ไม่ปรับตัว เขาติดข้อนี้ต่างหาก <span>ผมก็เข้าไปจัดการกับตรงนี้</span> <span>ภาวะที่มันบังตัวเขาอยู่ ไม่ใช่ระดับสติปัญญา</span> เขาไม่ทำแต่เขามองเห็น ได้ยิน เมื่อพฤติกรรมเขาคลาย การทำ ได้ยินซ้ำๆ ไป มันก็มีทางที่จะพัฒนาขึ้นได้”</p> </div> <p><img style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" src="http://artculture4health.com/mass/files/ดนตรีพาเพลิน/a-4.jpg" alt="" width="75%" /></p> <h1>เปิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย</h1> <p>“ตอนอยู่ในระบบ รร. นี่ทำอะไรได้เยอะมากขอความร่วมมือครูให้ส่งเด็กมา เราก็ทำงานได้เยอะ พอมาเริ่มทำโรงเรียนของตัวเอง ข้อดีคือได้เห็นเด็กที่มาจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เห็นความหลากหลาย ได้ลองและเรียนรู้ว่า จะหาวิธีไหนมาช่วยเด็กแต่ละคน ก็เน้นมาที่การพัฒนาแต่ละบุคคล (แบบเดี่ยว) มากขึ้น</p> <p>การสอนผมดูเด็กเป็นหลัก เด็กเข้าใจแต่ติดขัดที่พฤติกรรม เด็กที่มีเซ้นส์ด้านดนตรี บางคนจังหวะดี หูดี แต่พอเจองานยากนิดนึงก็จะท้อแล้ว เล่นไปก็ชวนคุยถ่วงเวลาเพราะเขาฉลาดไง หรือถ้าเราอยู่ด้วยก็จะให้เราช่วย เราก็ต้องดู <em>อ่ะอันนี้เข้าใจแล้วนะ เล่นเองนะ ถ้าเล่นเสร็จได้กลับเร็ว เสร็จช้ากลับช้า เด็กก็ต้องชั่งใจ</em> <span>การเรียนต้องให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย ไม่ใช่เราจัดการทั้งหมด</span> เราดูทั้งดนตรีด้วย ดูเรื่องที่เขาติดขัดด้วย ว่าช่วยอะไรเขาได้ มีภาวะยืดหยุ่นน้อย ชอบอู้ ชอบ…ฯลฯ เ<span>ราออกแบบการเรียนการสอนให้ไปช่วยเขา ผ่านดนตรี</span><em> “</em></p> <p>“เด็กบางคนยังเล็กอยู่พาไปเคลื่อนไหว เล่นผ่านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ พาไปฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกร้องเพลงเพื่อให้เขาพูดตรงจังหวะ ร้องได้ตรงจังหวะ ทำหลายๆ อย่าง จนสุดท้าย ถึงดูว่าเขาจะเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้บ้าง ในหนึ่งชั่วโมงทำหลายๆอย่างให้มันไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่หนึ่งชั่วโมงมานั่งเรียนเปียโนอย่างเดียว ถ้ากายมีปัญหาแล้วไปลงเครื่องดนตรีที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเลย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ เราต้องช่วยให้กายเขาพร้อมก่อน ใจสนุก แล้วค่อยย้อนกลับมาที่เครื่องดนตรี”</p> <h1>เรียนดนตรีต้องอ่านโน้ต ?</h1> <p>“อ่านโน้ตออกแล้วยังไง ครูโดยมากจะอยากให้เด็กอ่านเป็น แต่ขนาดเราเป็นนักดนตรี บางทีเห็นโน้ตยากๆ เรายังเหนื่อย ท้อ ไม่อยากอ่านเลย การสอนดนตรีส่วนใหญ่มักเอาหลักสูตรปกติมาใช้ สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเราต้องวิเคราะห์ว่าเด็กมีเซ้นส์ทางดนตรีไหม จำเป็นต้องสอนโน้ตไหม บางคนไปได้ ก็สอน แต่บางคนเขามีความสุขจากการเล่นด้วยความจำ”</p> <p><img style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" src="http://artculture4health.com/mass/files/ดนตรีพาเพลิน/d-6.jpg" alt="" width="75%" /></p> <h1>เด็กทุกคนต้องเรียนเปียโน ?</h1> <p>“คนมักรู้สึกว่าเรียนดนตรี ต้องเรียนเปียโนคือสุดยอดของเครื่องดนตรี ความจริงคือ เปียโน ต้องใช้สองมือ มือขวาทำนอง มือซ้ายเล่นเสียงประสาน มือต้องสอดประสาน มันยากมากนะ ไม่ใช่เด็กทุกคนเรียนเปียโนได้ แต่มันดูเหมือนง่าย นิ้วกดลงไปก็มีเสียง แต่ถ้าเด็กสมาธิไม่ดีก็เตะเปียโน วิ่งไปแล้ว”</p> <blockquote> <p>แซ็คโซโฟน</p> <p>เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างการมีส่วนร่วมได้ดีกว่า</p> </blockquote> <p style="text-align: center;"><img src="http://artculture4health.com/mass/files/ดนตรีพาเพลิน/img_3571.jpg" alt="" width="75%" /></p> <h1>การมีส่วนร่วมสำคัญอย่างไร ?</h1> <p>“แซ็คโซโฟนมันมีน้ำหนัก คนเล่นต้องประคองเครื่อง วิ่งไม่ได้ เขาต้องรักษาสมดุลร่างกาย ยืดตัวขึ้นเพื่อรับน้ำหนัก แล้วจะออกเสียงมั่วๆ ก็ไม่ได้ ต้องบีบปากแล้วเป่าให้มันออก การวางปาก วางลิ้น นี่มันอธิบายยาก ต้องตั้งใจมีสมาธิ ต้องทำให้ถูกท่า เพราะมันหนัก มันเจ็บ เขาต้องให้ความร่วมมือ”</p> <h1>หัวใจฟู เมื่อบรรเลงเป็นเพลง</h1> <p>“ก่อนที่จะให้เริ่มจับแซ็ค เด็กเล็กที่เรียนกันมาหลายปี ผมมักให้ฝึกขลุ่ยก่อนจนวางนิ้วได้ เล่นเป็นเพลงได้ ค่อยให้แซคเพิ่มน้ำหนัก บางคนมาตอนโต ดูแล้วไปเปียโนมันยากไป เด็กหลายคนเรียนเปียโนแล้วไม่รอด แต่เด็กของเราเป่าแซ็คได้สิบกว่าคน <span>คือแซ็คนี่เมื่อเป่าถูกต้อง เสียงเริ่มออกจะเริ่มเล่นเพลงได้ มันประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า</span> เขาเล่นทำนองได้จบเพลง แต่เปียโนพอเล่นทำนองแล้ว ยังต้องรอมือซ้ายมาประสาน เพลงจึงจะสมบูรณ์ มันใช้เวลานานกว่า</p> <blockquote> <p><a rel="noopener" href="http://specialpalza.com/2017/12/29/beamtalk-beaming-music-krusor/" target="_blank">ชมผลงานของกลุ่มนักเรียนดนตรีพาเพลิน ได้ที่นี่</a></p> </blockquote> <h1>ดนตรีเพื่อการพัฒนา</h1> <p>โดยสรุปกระบวนการทำงานกับเด็กๆ ที่คุณครูสอถอดประสบการณ์ออกมา คือ ขยับกาย สร้างปฏิสัมพันธ์ ให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก จัดกิจกรรมที่สนุก เด็กรู้สึกเป็นพื้นที่ปลอดภัย เปิดใจ แล้วจึงดูโอกาสด้านดนตรี เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว เราจะเห็นความพร่อง และ ศักยภาพ จึงสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับเขา จุดสำคัญคือผู้ปกครองควรให้เวลาเด็กในการพัฒนา ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สำหรับเด็กที่มีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นนักดนตรี การมุ่งไปที่การฝึกและสร้างความพร้อมให้เป็นอาชีพจะได้ประโยชน์มากกว่าการพยายามสอบเพื่อคะแนนเท่านั้น</p> <p><img style="display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;" src="http://artculture4health.com/mass/files/ดนตรีพาเพลิน/a-3.jpg" alt="" width="75%" /></p> <h1>ชวนส่งต่อคุณค่าของดนตรี</h1> <p>คุณครูสอรู้ดีว่าการทำงานพัฒนาลำพังด้วยตัวครูคนเดียวไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงขยายไปสู่วงกว้างได้ จึงใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งพัฒนาหลักสูตรและยินดีออกไปเป็นวิทยากรให้กับคุณครูทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้ง หลักสูตรบูรณาการดนตรีสู่ห้องเรียน (สำหรับครูประจำชั้นที่ไม่ต้องใช้ทักษะดนตรี) มีทั้งกิจกรรมและเพลงที่แต่งใหม่ให้เหมาะสม ซึ่งคุณครูสามารถนำไปใช้ออกแบบสร้างการเรียนรู้ให้มากกว่าเดิม</p> <p>และการรวบรวมหลักสูตรดนตรีพาเพลิน สำหรับครูดนตรีในโรงเรียน ที่ออกแบบให้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนดนตรีที่มีต้นทุนอุปกรณ์การสอนที่ถูกมาก (ตามภาพประกอบ) เด็กอ่านโน้ตได้ทุกคน เด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมได้</p> <p>โรงเรียน และ ศูนย์การศึกษาพิเศษที่สนใจ ติดต่อได้ที่ facebook : สอ พาเพลิน</p> <p><a href="http://specialpalza.com/2017/12/29/beamtalk-beaming-music-krusor/">ชมผลงานของกลุ่มนักเรียนดนตรีพาเพลิน ได้ที่นี่</a></p> <p><span>ขอขอบคุณ </span>โรงเรียนดนตรีพาเพลิน คุณครูฐานันดร ชูประกาย (ครูสอ) ครอบครัว ดช.วรพรต บุญฉาย (นักปราชญ์) ด.ช.กัลยกฤตย์ อิทธิพันธกร (ต้าตี้) พิรัชย์การ ชัยประเสริฐสุข (ฟิโก้) ธนัท สันฟูวัน (อิก) สิตา แอ่งสมบัติ (ฟ้า)</p> <p>ถ่ายภาพโดย : ศุภจิต สิงหพงษ์</p> <hr /> <p><span>Beam Talk คือ ความตั้งใจสร้างพื้นที่ส่องแสงศักยภาพของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัว ผ่านการสื่อสารออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการนักสื่อสารสร้างสรรค์บันดาลใจ : สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้แผนงาน สื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ</span></p> <p><br /><br /></p> <p> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p><br /><br /></p> <p><em><br /></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '14', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2019-02-17 15:55:33', 'created_by' => '1', 'modified' => '2019-03-01 13:25:15', 'modified_by' => '1', 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/uploads/เว็บไซต์/2-1.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '133', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '5633', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '14', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'ContentDate' => array() ), (int) 1 => array( 'Content' => array( 'id' => '106', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'เส้นทางจากดาวน์...สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์ ศิลปินดาว์นซินโดรมคนแรกของไทย', 'intro_text_tha' => '<p><em>แม้โรงเรียนรุ่งอรุณจะอยู่ไกลจากบ้านของเธอมาก แต่อุปสรรคนี้กลับกลายเป็นโอกาส เมื่อครอบครัวตัดสินใจให้คุณเหมียวเดินทางไป กลับ ด้วยรถเช่าเหมาร่วมกับครอบครัวอื่นที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน</em></p>', 'full_text_tha' => '<h1 class="entry-title">แคทลียา อัศวานันท์</h1> <div class="intro"> <p>อ่านเส้นทางจากดาวน์...สู่ดาว แคทลียา อัศวานันท์ ศิลปินดาว์นซินโดรมคนแรกของไทย</p> <p><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/1.jpg" alt="" width="80%" /></p> </div> <h1>จังหวะชีวิตที่มีศิลป์</h1> <p>ก่อนที่ <span>คุณแคทลียา อัศวานันท์ หรือ เหมียว</span> จะเริ่มจับพู่กันสาดสีฉูดฉาดทับซ้อนบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ จนวันนี้เธอได้รับการขนานนามว่าเป็น <span>“ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย”</span> ผู้สร้างศิลปะด้วยหัวใจไร้ขีดจำกัด คุณเหมียวสั่งสมประสบการณ์ทางศิลปะมาตั้งแต่ครั้งศึกษาใน<span>โรงเรียนรุ่งอรุณ</span> ซึ่งคำว่าศิลปะในที่นี้ ไม่ใช่การนับชิ้นผลงานตามครูสั่ง หากแต่เป็นศิลปะการใช้ชีวิตที่หล่อหลอมให้คุณเหมียวเติบโตทั้งทางกาย ความคิด และ จิตใจ</p> <p>แม้โรงเรียนรุ่งอรุณจะอยู่ไกลจากบ้านของเธอมาก แต่อุปสรรคนี้กลับกลายเป็นโอกาส เมื่อครอบครัวตัดสินใจให้คุณเหมียวเดินทางไป กลับ ด้วยรถเช่าเหมาร่วมกับครอบครัวอื่นที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน การที่เธอไม่ถูกครอบครัวจำกัดโอกาส เพียงเพราะว่าเธอมีภาวะดาวน์ซินโดรม แต่กลับเชื่อมั่นว่าลูกจะดูแลตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้คุณเหมียวจึงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ต้องรับผิดชอบกิจวัตรของตัวเองตั้งแต่เล็ก อีกทั้งการมีกลุ่มเพื่อนร่วมทางในวัยใกล้กันที่คอยแนะนำ ดูแล สานมิตรภาพเติบโตไปพร้อมๆ กัน</p> <p>การเรียนรู้ในโรงเรียนรุ่งอรุณซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกแนวใหม่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ได้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญให้คุณเหมียวได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ อาทิ การทำอาหาร การเดินเรียนเวียนฐานไปตามหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ เน้นวิชาชีวิตที่ลงมือทำ ไม่ใช่การฝึกนั่งอ่านเขียนนานๆ เหมือนห้องเรียนทั่วไป รวมทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายคุณเหมียวมีโอกาสเลือกงานทอผ้าเป็นงานฝึกฝนหลักตามความสนใจ ที่ช่วยเสริมทักษะตา มือ สัมพันธ์ และคงสมาธิในการทำงาน พื้นฐานเหล่านี้น่าจะบ่มเพาะให้คุณเหมียวเติบโตมีความมั่นคงมากพอ จนวันที่เธอตัดสินใจก้าวต่อสู่ระดับอุดมศึกษา</p> <p><span>จากบทสนทนาระหว่าง BeamTalk กับคุณเหมียว และ อีกบทสนทนาหนึ่งซึ่งเราแยกออกมาคุยกับคุณแม่จ๋า (คุณพรประภา อัศวานันท์) อาจจะฉายภาพการทำงานสนับสนุนจัดปัจจัยแวดล้อมของครอบครัวที่ส่งผลต่อภาวะภายในของคุณเหมียวได้เป็นอย่างดี</span></p> <p><span style="font-size: 2em;">ไม่มีอะไรยาก</span></p> <p><span>คุณเหมียว</span> : “เพื่อนมีตั้งแต่อนุบาล ประถม ก็มีเพื่อนหลายรูปแบบ มีประสบการณ์ที่ดีค่ะ มีเพื่อนที่ช่วยเราเยอะ ทำให้เรากล้าแสดงออกมากขึ้น ตั้งแต่ประถมหก ใบตาล (ครอบครัวของใบตอง ใบตาล ใบเตย ที่ขึ้นรถโรงเรียนไปกลับด้วยกันหลายปี) ช่วยกันเรื่องงานหยดน้ำด้วย (งานหยดน้ำคือ งานแสดงผลงานและการเรียนรู้ในช่วงปลายภาคการศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ) ก็ดี มีเพื่อนที่ดี ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยมีเพื่อน (ญาติ) ทำงานศิลปะอยู่แล้ว หนูไม่ได้คาดหวังจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่หนูไปเรียนโรงเรียนช่างศิลป์ที่เป็นของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อนบอกว่าที่ศาลายา (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) เขาเปิดรับนะ เลยไปสมัครก็มีเพื่อนมาสอบที่เดียวกัน</p> <p>ตอนที่สอบเข้าไม่ได้เตรียมตัวอะไรเพราะเรียนศิลปะอยู่แล้ว หนูชอบ สอบข้อเขียนไม่ได้กังวลอะไร หนูไม่รู้คะแนน แต่เพื่อนบางคนก็กังวลเพราะทำไม่ได้ ตอนสัมภาษณ์นี่ก็เรามีผลงานที่เราทำมาอยู่แล้วตั้งแต่ที่เรียนรุ่งอรุณ เขาก็อยากดู”</p> <h1>กล้าที่จะก้าว</h1> <p><span>คุณแม่จ๋า</span> : “วันหนึ่งเหมียวมาบอกว่าอยากเรียนวาดรูป แม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร มีคุณครูที่รุ่งอรุณโทรมาบอกให้ลองไปสมัครที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ดู คือเราอยู่ที่รุ่งอรุณมาสิบกว่าปี ก็เหมือนเป็นพื้นที่คุ้นเคย (comfort zone) ทั้งของเหมียวและแม่ แต่นี่มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่เราต้องชั่งใจ… การตัดสินใจไปสมัครเรียนวันนั้นยังไม่รู้เลย ว่าสถาบันอยู่ตรงไหน ทุกขั้นตอน การสมัคร การสอบ สอบสัมภาษณ์ เหมียวเขาทำตามขั้นตอนเหมือนนักเรียนทั่วไป แต่เราต้องมาซักซ้อม มาเตรียมลูกเรา จะฝนกระดาษคำตอบอย่างไร ใส่ชื่อ ใส่รายละเอียดอะไรนี่ต้องซ้อมกันซ้ำๆ”</p> <h1>ทุกคนเท่าเทียมกัน</h1> <p><span>คุณเหมียว</span> : “ปีหนึ่งต้องเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันทุกคน ก็ไม่ได้ยากมาก <span>การปรับตัวในมหาวิทยาลัย คือสังคมมันต้องเป็นค่ะ เราต้องเจอ เราไม่ได้อยู่คนเดียวตลอดไป ทุกคนเท่าเทียมกัน </span>การที่จะดูแลตัวเองได้ ก็ต้องเริ่มเรื่องสังคมก่อน สังคมเขาจะมองเราอย่างไร นี่ก็สำคัญ การที่เราต้องปรับตัวนี่มันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ได้ยาก เพราะทุกคนเขาก็ทำกันหมดล่ะค่ะ</p> <p>การดูแลตัวเอง กิจวัตรที่เราเป็นนักเรียนนี่อยากบอกทุกคนว่า <span>ความกระตือรือร้นต้องมีติดตัวเรา การที่เรามีอาจารย์คอยติชมผลงานนี่เป็นเรื่องธรรมดา ต้องมีสติที่ดีก่อนเป็นอันดับแรก</span>ปกติหนูเป็นคนตื่นสาย แต่หนูก็มาทันเรียนตลอด หนูย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆ”</p> <h1>ชีวิตของลูก งานของแม่</h1> <p><span>คุณแม่จ๋า</span> : “สองสัปดาห์แรกแม่ไปขอนั่งฟังในแต่ละวิชาเพื่อให้เห็นแนวการสอน ทั้งวิชาพื้นฐานต่างๆ เรียนห้องไหน จดชื่อครู ทำตารางสอนให้ลูก ว่าวิชานี้เขาต้องเตรียมอะไรไปบ้าง วิชาเลคเชอร์ต่างๆ ก็ต้องจดมาว่าครูเขาให้อ่านหนังสืออะไร</p> <p>งานที่ครูสั่งมาเป็นการบ้าน เราก็มาวางแผน <span>ช่วยอำนวยการ คือช่วยย่อยขั้นตอนให้ง่ายขึ้น แต่ให้ลูกลงมือทำเอง</span> ช่วงแรกๆ วิชาเลคเชอร์ต้องมีเครื่องบันทึกเสียงช่วยเพราะเหมียวขี้ลืม ก็จะบรีฟ (brief) กันในทุกๆ วัน ให้คุ้นชิน วันนี้ต้องเรียนอะไร ต้องเตรียมอะไร วันหยุดก็มานั่งสางงานการบ้านต่างๆ</p> <p>จนปีสองเขาก็เอ่ยปากบ่อยๆ ว่าเพื่อนๆ อยู่หอกัน เราก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้ว โชคดีที่น้องสาวเขาเรียน ม.มหิดล ศาลายาก็พักที่หออยู่ก่อนแล้ว เราเลยตัดสินใจเช่าบ้านให้พี่น้องอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็สะดวกในการเดินทาง และเหมียวนี่เป็นคนตรงเวลา เช้ามาก็นั่งรอเรียนแล้ว ในห้องยังไม่มีใครมาหรอก</p> <p>เรื่องเรียนก็มีต้องลงซ้ำบ้าง ตกบ้างเป็นธรรมดา แต่พื้นฐานการดูแลตัวเองเหมียวฝึกมาตลอดอยู่แล้วจากรุ่งอรุณ มีอย่างเดียวที่ทำเองไม่ได้คือ สระผม ถึงจะว่ายน้ำเป็น เขาก็ใช้การเข้าร้านสระผมแทน การหั่นปอกไม่ถนัดนัก การข้ามถนนยังทำไม่ได้ เล่นกีฬาบางชนิดไม่ได้ อย่างขี่จักรยาน นี่ทรงตัวไม่ได้ <span>เราก็ทำในสิ่งที่ทำได้ บางอย่างทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราต้องดูว่าเขาทำอะไรได้ดี แล้วส่งเสริม”</span></p> <h4><span>เส้นทางการเติบโตสร้างสรรค์งานศิลป์ในคณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ของคุณเหมียวต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมยาวนานกว่าเพื่อนๆ ร่วมรุ่น จนถึงวันนี้เธอใช้ระยะเวลากว่าเจ็ดปี จึงมีงานนิทรรศการแสดงภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ</span></h4> <div><span> <table border="0"> <tbody> <tr> <td> <h1 class="entry-title"><span>The Art of Inspiration</span></h1> <div class="intro"> <p><span>ก่อนที่แคทลียา อัศวานันท์ จะมีผลงานกว่าสองร้อยชิ้นเพื่อคัดเลือกมาแสดงในนิทรรศการจากดาวน์..สู่ดาว เธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า งานศิลปะของเธอไม่ใช่แค่งานง่ายๆ</span></p> <p><span><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/2.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></p> </div> <blockquote> <h1>สิ่งที่เหมียววาดได้ดีคือ “ความรู้สึก”</h1> </blockquote> <p>ไม่ใช่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทรงคุณวุฒิด้านศิลปะ แต่เป็นความเห็นของคุณแม่จ๋า คนที่รู้จักคุณเหมียวมาทั้งชีวิต และภาพที่คุณเหมียวเลือกมาเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกเบื้องหลังงานแต่ละชิ้นนั้น เราสัมผัสได้ถึง ความคิด ความรู้สึก มากมายและลึกซึ้ง</p> <h4>คุณเหมียว “มันกดดันนะ มันไม่ใช่แค่หมานะ อาม่าก็เสียไปแล้วด้วย”</h4> <p>BeamTalk นี่กำลังหมายถึงความตาย การสูญเสีย ? (คุณเหมียวเพิ่งสูญเสียคุณยายไปเมื่อไม่นานมานี้)</p> <p>คุณเหมียว “ใช่ มันไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์ ก็อยากให้อยู่ด้วยกันไปตลอด แต่มันต้องไป”</p> <p>BeamTalk นี่คือวิธีการทำงานใช่ไหมคะ เมื่อมีความรู้สึกเข้ามากระทบ ?</p> <p>คุณเหมียว “ทุกคนแหละ…”</p> <p>BeamTalk ไม่นะ บางคนมีความรู้สึกเสียใจ เขาอาจแค่เขียนสเตตัสในเฟซบุ๊ค บางคนก็แค่ระบายเป็นคำพูด ด่าว่าออกมา ไม่ใช่ทุกคนจะวาดออกมาเป็นภาพเหมือนคุณ</p> <p>คุณเหมียว “ความรู้สึกหรือคำพูดนั้น เราอาจจะมองไม่เห็นว่าเรารู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่ส่องกระจก เราจะกลายเป็นคนที่มีคนเกลียดเรา เราอย่าไปพูดในสิ่งที่ ไม่น่าจะพูดเลยดีกว่า”</p> <p>“คำพูด คำจา ที่ไม่เห็นความรู้สึกของคน เพราะความรู้สึกในใจเรามันมองไม่เห็น นี่มันรู้สึกแย่เนอะ”</p> <p> <img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/18.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p>คือ สภาพสังคมรอบตัว มีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกัน มีคนทำร้ายร่างกายกันจนต้องติดคุก</p> <p>แต่ในภาพ คือ ความโดดเดี่ยวที่อยู่ในใจเรา</p> <p>คุณมีวิธีผ่อนคลายตัวเองอย่างไร ?</p> <p>คุณเหมียว “ก็พยายามฟังเขาเยอะๆ แต่พอเจอคำพูดแรงๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาคิดยังไง</p> <p>หนูคิดนะไม่ใช่ไม่คิด</p> <p>คนเราก็ต้องมีการปลดปล่อย ของหนูก็ใช้การทำงานวาดภาพ</p> <p>ไม่อยากไปเล่นกับอารมณ์คนอื่น”</p> <p>คุณเหมียว “การเรียนต้องฝึกฝน อยู่ที่บ้านก็ทำสเก็ตซ์ไป แต่ลงมือทำงานจริงในสตูดิโอที่เรียน งานอย่างชิ้นใหญ่ๆ นี่ใช้เวลาหลายวัน ช่วงปีหนึ่ง ปีสอง อาจารย์ก็จะให้หัวข้อนะ มาปีหลังๆนี่ ปล่อยอิสระแล้ว การวาดภาพ หนูโอเคอยู่ แต่ติดขัดในการเขียนบรรยายไม่ได้ ต้องใช้การคุยแล้วมีคนเขียนออกมา หนูนำเสนอพอได้ แต่การสื่อสารอาจจะยังไม่ดีนัก อาจจะไม่เข้าใจกัน ต้องมีคนแปล งานของหนูใช้สีผสม สีตัดกัน ครูกอล์ฟ (อาจารย์สุทธาสินีย์ สุวุฒโท) เป็นคนแนะนำ หนูก็ชอบนะ สีมันสวยดี การเลือกใช้สีก็ตามที่เรียนรู้มา”</p> <div class="tiled-gallery type-rectangular"> <div class="gallery-row"> <div class="gallery-group images-2"> <div class="tiled-gallery-item tiled-gallery-item-large">ภาพ ดำน้ำ ซึ่งได้รับการคัดเลือกไปร่วมจัดแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น</div> </div> </div> </div> <blockquote> <p>เมื่อถามเธอว่า ศิลปะคืออะไร ?</p> <p>“ใจรักอย่างเดียว ไม่มีกรอบกำหนด”</p> </blockquote> <p> <img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/16.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p>BeamTalk มีโอกาสได้พูดคุยเบื้องหลังที่มาของงานของคุณเหมียว จากอาจารย์สุทธาสินีย์ สุวุฒโท (ครูกอล์ฟ) คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งกระบวนการขึ้นชิ้นงาน พัฒนาการ และ ขั้นตอนการประเมินผลงานซึ่งต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย</p> <p>คุณครูกอล์ฟ “เดิมสถาบันฯ รับนักศึกษาพิการทางร่างกาย ก็มีแคทเข้ามาเป็นเคสสมองเป็นรุ่นแรก การทำงานกับแคท ครูจะช่วยดู กำชับในรายละเอียด ล้างสีหรือยัง บางทีเหมือนเขาจะทำเพลินไป สีก็ไม่มีคุณภาพ ครูก็จริงจังบางทีก็ดุ คุณเปลี่ยนน้ำ คุณเพิ่มตรงนี้ คุณไม่ดูสเก็ตซ์เลย ก็โต้ตอบกันเหมือนคนทั่วไป บางทีเขาก็แอบไปร้องไห้</p> <p>งานแคทระบายเหมือนเด็ก แต่เขามีเอกลักษณ์เรื่องสัญลักษณ์ ที่ไม่ต้องเหมือนจริง ซึ่งเขาเคยผ่านช่วงทำงานเหมือนจริงแล้ว แต่มันไม่ได้</p> <p>เวลาแคททำงาน มันไม่ใช่ทำง่ายๆ ปาดๆ ครั้งเดียวผ่าน เขาต้องทำงานเบิ้ลสามเท่า ห้าเท่า มากกว่านักศึกษาทั่วไป เพื่อนทำห้า แคททำสิบห้า ซึ่งไม่ใช่แค่ปะ ต้องมีกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นหนึ่งไปจนเสร็จ</p> <p>แม้จะไม่ได้เหมือนจริง แต่มันมีความยาก ไม่ได้ทำเอาง่าย ไม่ได้ทำวันเดียวเสร็จ เราต้องให้คนยอมรับด้วย”</p> <p>คุณครูกอล์ฟ “พัฒนาการงานของเขาคือ เทคนิค เราถอดศิลปะเด็กกับแคท คือ เริ่มโครง ลงสีให้เต็ม ตอนแรกแคทเป็นอย่างนั้น พัฒนาการของเขา คือมีการทับสี การทับจินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน กับเนื้อหาตรงนั้น เช่น เขาพูดถึง เพื่อนรัก วันนี้คุณทำตรงนี้ ต่อมาคุณจะทับเน้นตรงไหน ให้เนื้อหาเด่นขึ้น สีตรงนี้ไม่ขึ้นแล้ว ให้ลองทับด้วยปากกา อีกวันเขาทับด้วย สีชอล์ก ดังนั้นเมื่อมีฟอร์มขึ้นแล้ว มันไม่ใช่ลงสีวันเดียวเสร็จ มันมีการทับเนื้อหา จินตนาการ ความคิดอารมณ์ศิลปิน เพื่อการไตร่ตรอง ฉาบให้เนื้อหาตรงนั้นมันขึ้นมาอย่างชัดเจนมากขึ้น นี่คือพัฒนาการ”</p> <p>คุณครูกอล์ฟ “ในส่วนของการประเมิน ก็ได้ศึกษาข้อกฎหมายของการศึกษาพิเศษว่าบางคนจบได้อย่างไร ก็พบว่า มีช่องทางให้ช่วยเหลือคนที่มีข้อติดขัดเรื่องการสื่อสาร คือให้เครดิตครู หรือคนที่มาช่วยถอด ตีความหมาย สไตล์ การใช้สี วิธีการสร้างสรรค์ โดยต้องมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ เซ็นรับรอง”</p> <p> </p> <p>คุณครูกอล์ฟกล่าวทิ้งท้ายว่า “การมีโอกาสได้ทำโครงการศิลปะสำหรับเด็ก เยาวชน ทั้งผู้พิการด้อยโอกาส หลายงาน เราเห็นหลายคนผ่านความท้อแท้สิ้นหวัง แต่เมื่อได้ทำศิลปะ เขามีความสุขมากขึ้น ศิลปะเข้าไปช่วยเยียวยา ได้ระบายความรู้สึก ช่วยเรื่องการสื่อสารเขาแสดงออกผ่านงาน บางคนเข้าไปทำงานกับผู้พิการอื่นๆ ได้เห็นว่าถึงตัวเองมีปัญหาข้อบกพร่อง แต่การได้ไปช่วยคนพิการขั้นรุนแรง ได้มีประสบการณ์เห็นความทุกข์ของคนอื่น ต่างก็ช่วยเยียวยาให้กันและกัน” (จากภาพคุณเหมียวไปเป็นครูผู้ช่วยสอนบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ).</p> <p> <img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/15.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p>----------------------------------------</p> <p>คุณแคทลียา อัศวานันท์ (เหมียว / แคท)</p> <p>การศึกษา ประถมศึกษา : โรงเรียนรุ่งอรุณ</p> <p> มัธยมศึกษา : โรงเรียนรุ่งอรุณ</p> <p> อุดมศึกษา : กำลังศึกษาในชั้นปีที่ 4 คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</p> <p>การแสดงงาน / ผลงาน</p> <p>2556 ร่วมแสดงงานนิทรรศการผลงานภาพสีน้ำผู้เข้าอบรมศิลปะบุคคลทั่วไป</p> <p>วันที่ 2-7 กรกฎาคม 2556 ณ หอศิลป์วังหน้า</p> <p>2556 ร่วมแสดงงานนิทรรศการย้อนรอยชีวิตอยุธยากรุงเก่า</p> <p>วันที่ 16-20 ธันวาคม 2556 ณ ห้องนิทรรศการ คณะศิลปวิจิตร ศาลายา</p> <p>2557 ร่วมแสดงงานนิทรรศการผลงานของผู้เข้าอบรมศิลปะบุคคลทั่วไปปี 2557</p> <p>วันที่ 2-7 กันยายน 2557 ณ หอศิลป์วังหน้า</p> <p>2558 ร่วมเป็นวิทยากรโครงงานสร้างสรรค์</p> <p>ดวงจันทร์สัญลักษณ์ทางศิลปะร่วมสมัยสะท้อนวัฒนธรรมอาเซียน</p> <p>วันที่ 2 เมษายน 2558 ณ สถาบันแสงสว่าง</p> <p>2558 ร่วมแสดงงานนิทรรศการผลงานภาพสีน้ำของผู้เข้าอบรมศิลปะบุคคลทั่วไป ปี 2558</p> <p>วันที่ 27 สิงหาคม – 10 กันยายน 2558 ณ เซ็นทรัล ศาลายา</p> <p>2559 ร่วมแสดงนิทรรศการ “พอดีเฟรม”</p> <p>นำเสนอผลงานนักศึกษา คณะศิลปวิจิตร สาขาจิตรกรรม</p> <p>วันที่ 28 มกราคม 2559 ณ คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์</p> <p>2560 ร่วมแสดงนิทรรศการ Self + Art Museum</p> <p>วันที่ 18 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์</p> <p>2560 ร่วมเป็นวิทยากรกิจกรรมศิลปะ</p> <p>วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ณ โรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล</p> <p>2560 ร่วมแสดงงาน The Art of Us</p> <p>วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ณ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข</p> <p>2560 ร่วมแสดงงานศิลปะกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ</p> <p>วันที่ 15 สิงหาคม 2560 ณ เมืองคุมาโมโต้ ประเทศญี่ปุ่น</p> <p>2560 นำรูปภาพไปแสดงงานในฐานะ Guest for International Partnership with Community Engagement</p> <p>งานประชุม Smart IT Solutions for Integrating Healthcare, Mental Health and LTC</p> <p>วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ณ เมือง Kaohsiung ประเทศไต้หวัน</p> <p>2560 จัดแสดงนิทรรศการภาพ “จากดาวน์… สู่ดาว” The Art of Inspiration</p> <p>วันที่ 1-31 ธันวาคม 2560 ณ Venice Art Space วัชรพล รามอินทรา</p> -----------------------------------------</td> </tr> </tbody> </table> <h1 class="entry-title"><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/4.jpg" alt="" width="80%" /></h1> <div><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/13.jpg" alt="" width="80%" /></div> <h1 class="entry-title">ผลงานของ แคลียา อัศวานนท์ ได้รับการคัดเลือกจากงาน The Art of Us ของสถาบันราชานุกูล ไปร่วมจัดแสดงกับผลงานของศิลปินที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งในประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศไต้หวัน เมื่อกลับมาครอบครัวจึงได้คัดเลือกผลงานที่คุณเหมียวทำอย่างต่อเนื่องนับร้อยชิ้น มาจัดแสดงในงาน The Art of Inspiration ตลอดเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก มีผู้ชื่นชอบซื้อผลงานของเธอ ซึ่งรายได้ครึ่งหนึ่งมอบให้สถาบันราชานุกูลเพื่อสนับสนุนงานศิลปะของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษต่อไป คุณเหมียว : “การแสดงงานที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ร่วมกับเด็กพิเศษเหมือนกัน บรรยากาศดีมาก มีคนชมงานเรา เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปแสดงงาน เห็นงานของคนอื่นๆ ก็สนุกดี ที่ญี่ปุ่น มีงานมาโชว์จำนวนมาก ที่ไต้หวันก็มีเด็กพิเศษมาร่วมแสดงงานด้วย</h1> </span></div> <p>หนูอยากให้คนมาดูงานกันเยอะๆ การจัดนิทรรศการฯ นี่ ได้เรียนรู้เยอะนะ มีคนมาซื้อภาพเยอะอยู่ เวลาให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ หนูรู้สึกดีนะที่ได้ทำตรงนี้ การเผชิญหน้า ได้ฝึกการสื่อสารด้วย</p> <p><span>แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ต้องมีสอบศิลปะนิพนธ์ด้วย ซึ่งค่อนข้างยาก</span></p> <p><span>(กังวลไหม ?) หนูก็ไม่อะไร…</span></p> <h1>ออกแบบเส้นทางของตัวเอง</h1> <p><span>คุณเหมียว</span> : “อาชีพต่างๆ หนูก็ค้นหาจากมือถือ มันก็มีหลายอาชีพนะ หนูน่าจะสอนสีน้ำได้ เป็นครูสอนศิลปะสอนเด็กพิเศษ ไปสอนตามบ้านก็มีรายได้นะ <span>หนูต้องการแบบนั้น หนูจัดการดูแลตัวเองได้</span> สอนระดับอนุบาลก็น่าจะได้อยู่นะ ก็เป็นคนที่รักเด็ก อนาคตหนูไม่ได้อยากทำแค่งานศิลปะอย่างเดียว คิดว่าต้องทำอย่างอื่นด้วย เช่น ทำน้ำปั่น หนูหาข้อมูลแล้วมันเป็นอาชีพได้ เคยลองทำแล้ว อร่อยนะ อีกอันก็อยากทำตุ๊กตาขายหนูเคยไปเรียนที่สยาม <span>ทุกคนต้องหาจุดให้เจอ</span>”</p> <h1>ความสุขของแม่ แต่งานยังไม่จบ</h1> <p><span>คุณแม่จ๋า</span> : “ตอนนี้แม่ยังไม่ได้มองเรื่องอนาคตไปไกล ไม่ว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ แต่ที่บ้านก็อยากให้เหมียวอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้ (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) ให้ครบแปดปี ต่อไปชั้นล่าง (ตึกที่ทำงานของคุณพ่อ) จะจัดเป็นแกลอรี่แสดงงานของเหมียว เขาจะขายน้ำปั่นก็ทำได้ … ถามใจแม่อยากก็ให้ลูกได้สอนจริงจัง ได้ทำงานประจำ แต่ประเทศเราจะเป็นครู ก็ต้องจบครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ก็ต้องเรียนปริญญาอีกใบ ?</p> <p>มาถึงวันนี้ชีวิตแฮปปี้ดีกว่าที่คิดไว้นะ อย่างน้อยคิดว่า เขาจะมีวิถีชีวิต มีเป้าหมาย การทำงาน แต่เราต้องสานต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่จุดพลุครั้งเดียวแล้วจบ ที่จัดนิทรรศการฯ ครั้งนี้นอกจากให้เหมียวแล้ว ก็อยากให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนมีที่ยืนมากขึ้น แม่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างนั้น”</p> <div class="tiled-gallery type-circle"> <div class="gallery-row"> <div class="gallery-group"> <div class="tiled-gallery-item"><span style="font-size: 1.5em;">การนำเสนอเรื่องราวของคุณเหมียวเป็นเพียงการย่อภาพเส้นทางกว่ายี่สิบเจ็ดปีให้เห็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งความสำคัญของครอบครัวในเส้นทางการเติบโตสายพิเศษนี้ คงไม่มีใครเล่าได้ดีไปกว่าตัวคุณเหมียวเอง</span></div> </div> </div> </div> <p>“น้องสองคน ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ แต่น้องสาว เขาเก่งนะ เวลาพ่อแม่ไม่อยู่เขาก็ดูแลพี่ได้อย่างใกล้ชิด เขาทำแทนพ่อแม่ได้เสมอ ก็ในระดับหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียนหมอ (ทันตแพทย์) ปีห้า ส่วนน้องชายเป็นคนขี้สงสัย ก็ดูแลพี่ได้นะ อยู่ปีสองคุณยายเป็นคนสอนน้องสาวให้ขับรถ ให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ตอนนี้คุณยายไม่อยู่แล้ว คุณยายเป็นคนเลี้ยงเหมียวมาค่ะ สนิทกัน เสียใจค่ะพ่อแม่นี่ต้องให้อยู่แล้ว เพราะพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด หนูประทับใจที่พ่อแม่เขาสนับสนุนค่ะ เขาติดตามตลอด คุณพ่อรักลูกสาวมากกกกก เห็นผลงานเขาก็ชื่นชม”</p> <blockquote> <p><span>“หนูมีอิสระอยู่แล้ว ทุกคนไม่เหมือนกัน</span></p> <p><span>หนูไม่เป็นภาระกับใคร หรือต้องมาดูแลเราตลอด</span></p> <p><span>ภาระมีซ่อนอยู่ ต้องหาให้เจอ</span></p> <p><span>หนูก็ดูแลตัวเองได้ในระดับนึง”</span></p> <p><span><br /></span></p> <p><span><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/5.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></p> <p><span><img src="http://artculture4health.com/mass/files/บล็อก/เหมียว/17.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></p> <p><span><br /></span></p> </blockquote> <p><span>ขอขอบคุณคุณพรประภา อัศวานันท์ คุณแคทลียา อัศวานันท์</span> <span>อาจารย์สุทธาสินีย์ สุวุฒโท (ครูกอล์ฟ) คณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม</span> <span>บริษัท วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด</span></p> <p> </p> <hr /> <p><span>Beam Talk คือ ความตั้งใจสร้างพื้นที่ส่องแสงศักยภาพของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัว ผ่านการสื่อสารออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการนักสื่อสารสร้างสรรค์บันดาลใจ : สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้แผนงาน สื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ</span></p> <p> </p> <p>อ่านเนื้อหาต้นฉบับที่ : <a rel="noopener nofollow" href="https://specialpalza.com/2018/01/02/beam-talk-people-catleeya-asavanant/" target="_blank">https://specialpalza.com/…/beam-talk-people-catleeya-asava…/</a></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '14', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-08-14 11:53:19', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-08-14 11:57:58', 'modified_by' => '1', 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/บล็อก/เหมียว/1-1.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '/mass/files/uploads/document/2018-08-14_11-43-46.jpg', 'parentid' => '0', 'ordering' => '106', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '6351', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '14', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'ContentDate' => array() ), (int) 2 => array( 'Content' => array( 'id' => '105', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'เรื่องของลุงยู้ : โดยประชาคม ลุนาชัย ผลงานประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">ชายรูปร่างสูงผอม ผมบนหัวขาวโพลนไปทุกเส้น แววตาแข็งกร้าวใบหน้าเหมือนไม่เคยมีรอยยิ้มประดับ.....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">บ้านไม้หลังเล็กของลุงยู้อยู่ห่างบึงบัวในสวนสาธารณะเพียงแค่ไม่ถึงร้อยเมตร</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">แต่แกแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไป.....</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จาก ประชาคม ลุนาชัย เรื่องเรื่องของลุงยู้</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ลุงยู้/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>บ้านไม้หลังเล็กของลุงยู้อยู่ห่างบึงบัวในสวนสาธารณะเพียงแค่ไม่ถึงร้อยเมตร แต่แกแทบไม่เคยย่างกรายเข้าไป บึงและสวนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตเล็ก ๆ อันโดดเดี่ยวของแก เช่นเดียวกับผู้คนในละแวกเดียวกัน แม้ในฐานะเพื่อนบ้านแต่น้อยครั้งนักที่ใครจะได้พูดคุยกับแก และน้อยครั้งเช่นเดียวกันที่แกจะปริปากพูดคุยกับคนอื่น ๆ</p> <p>ชายรูปร่างสูงผอม ผมบนหัวขาวโพลนไปทุกเส้น แววตาแข็งกร้าวใบหน้าเหมือนไม่เคยมีรอยยิ้มประดับ ตลอดหกสิบห้าปีของชีวิต คู่สมรสก็ไม่เคยผ่านมาร่วมทาง พ่อแม่และพี่ชายร่วมสายโลหิตเสียชีวิตไปนานกว่ายี่สิบปีแล้วลุงยู้อาศัยบ้านหลังเดิมใช้ชีวิตโดดเดี่ยวจากวัยหนุ่มจนถึงวันที่แกสืบเท้าลากขาข้างที่บาดเจ็บออกมานั่งเหม่อลอยบนม้าหินในสวนสาธารณะ ทอดตามองบึงกว้างด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป<br />ลุงยู้ไม่ได้ตกปลา มือสองข้างของแกไม่ได้ถือคันเบ็ด และบึงแห่งนี้ก็ติดป้ายห้าม แกได้แต่นั่งมองเงียบ ๆ ข้อเท้าที่เคยบวมเป่งเมื่อสองวันก่อนบรรเทาลงไปมากแล้ว ขณะแผลใจของแกเหมือนจะขยายกว้างและลึกฉกรรจ์ในความรู้สึก</p> <p>ไม่อยากเหลือบมองข้อนิ้วหัวแม่เท้าที่ยังเจ็บ คำแรกของหมอที่ทักทายแกมวินิจฉัยบาดซ้ำลงในความรู้สึก</p> <p>“เป็นเก๊าท์แน่นอนเลยคุณ”</p> <p>ข้อนิ้วที่บวมเป่ง กระจายสีแดงอมชมพูอันน่าสยองใจไปทั่วทั้งฝ่าเท้า และหลังเท้าที่เริ่มจะเหี่ยวย่น แกกัดฝันพาตัวเองขับรถเก๋งบุโรทั่งไปโรงพยาบาลชุมชน ลากขาผ่านช่องประตูกระจก ซานกายไปถึงช่องทำบัตรผู้ป่วย พยาบาลพาไปชั่งน้ำหนักตัว วัดความดัน เข้าไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในห้องตรวจ ทันทีที่แกชี้ไปที่ข้อนิ้วหัวแม่เท้าข้างขวา โรคที่แกไม่เคยคิดว่ามันจะแผ้วพานสู่ชีวิตก็กระแทกความรู้สึกจนหัวใจสั่นสะท้าน</p> <p>...เก๊าท์</p> <p>ไม่เคยคาดคิด และไม่รู้ว่าไอ้ตัวร้ายแฝงเร้นอยู่ในร่างกายของแกมานานเท่าไหร่แล้ว หลายปีที่ไม่เคยเจ็บป่วย เท้าสองข้างไม่มีโอกาสย่างกรายเยือนโรงหมอ และไม่เคยสักครั้งที่จะแกจะคิดถึงการตรวจสุขภาพ</p> <p>...เก๊าท์</p> <p>แค่ตระหนักถึงในยามเคลิ้มหลับหลังวันหมอวินิจฉัยลุงยู้ก็นึกวาดภาพตัวเองอีกสองสามปีข้างหน้า แกจะต้องอาศัยไม้ท้า ทนเจ็บปวดและทุกข์ทรมานกับโรคที่ไม่มีวันรักษาให้หายขาด กินยาลดกรดยูริกก็แล้ว วนเวียนเข้าออกโรงหมอก็แล้ว อาการมีแต่ทรงกับทรุด และที่สำคัญ แกไม่อาจยืนอยู่บนขาตัวเองได้อย่างสง่างามเหมือนที่ผ่านมา<br />สำคัญยิ่งไปกว่านั้น อาหารการกินก็จะถูกจำกัดลง ไม่อาจดื่มเหล้าเบียร์ในวันที่แกรู้สึกดีต่อโลก หลังท่องไปกับหนังสือกำลังภายในบนเปลญวนใต้ร่มขนุนคู่หน้าบ้าน กุ้ง ปลา และอาหารทะเลทั้งหลายแหล่ที่แกเคยชมชอบก็จะถูกถีบให้ถอยห่างออกไปไกลแสนไกล แย่ถึงขีดสุดก็ตรงที่แกเป็นคนขายไก่ย่างอบถัง ในเมื่อตัวแกเองกินไม่ได้ แต่ต้องจมอยู่กับเนื้อสัตว์ปีกอันน่ากลัว แถมยังต้องทำขายคนอื่น<br />นานแสนนานมาแล้วที่ดวงตาของแกไม่เคยเจือด้วยแววเศร้า และใจลึกของแกไม่เคยรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง บัดนี้ชีวิตของแกตกอยู่ห้วงในอันตราย แถมยังเปราะบางราวกับขนนกเบาหวิว และความหมายที่แกคิดว่าเคยมีอยู่บ้างก็ลดน้อยลง</p> <p>ขณะจ้องดอกบัวในบึงกลางแสงแดดอ่อน ลุงยู้ยังไม่ปลงใจว่าจะไปตรวจเลือดตามที่หมอนัดหรือไม่ เพราะนั่นเท่ากับไปรับคำยืนยันว่า เก๊าท์สิงอยู่ในร่างกายของแกมานานแล้วประหนึ่งปลิงร้ายในกระแสเลือด ไม่มีวันสลัดทิ้ง และไร้หนทางปฏิเสธ</p> <p>เปลญวนใต้ต้นขนุนคู่ว่างเปล่า หนังสือกำลังภายในชุดยี่สิบเล่มจบถูกวางกองไว้ตามขั้นบันได หนังสือเกี่ยวกับโรคเก๊าท์เล่มเล็กจมฝุ่นอยู่ในตะกร้า ลุงยู้ไม่ได้ไปขายไก่ย่างอบถังช่วงครึ่งวันบ่ายที่ตลาดนัดเกือบสัปดาห์แล้ว แกง่วนอยู่กับภารกิจที่ไม่อาจบอกเล่าให้ใครฟัง</p> <p>ปกติแกก็ไม่ค่อยได้พูดหรือสื่อสารกับใคร นอกจากคนซื้อไก่ย่าง และป้าเก๋แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวลุยสวนในตลาดนัด ทุกครั้งที่เพื่อนบ้านส่งบัตรเชิญงานแต่ง งานบวช หรืองานมงคลอื่นๆ แกก็ได้แต่เอาเงินใส่ซองฝากคนรู้จัก ไม่เคยโผล่หน้าไปร่วมงานแม้แต่ครั้งเดียว</p> <p>แกซื้อเชือกมนิลายาวสองเมตรมาหนึ่งเส้น ขดวางไว้ในห้องนอนยังไม่ได้ผูกมัดไว้กับขื่อตามที่ตั้งใจไว้ ออกไปตัดหญ้าแห้งมากองสุมไว้ข้างบันได ขณะทรุดนั่งลงบนพื้นดินข้างขนุนต้นหนึ่ง แววตาชวนเย็นยะเยือกของแกทอดมองไกลออกไป ใบหน้าพยาบาลสาวคนที่ชวนแกตรวจสุขภาพผุดขึ้นมาในความทรงจำ</p> <p>“ตรวจฟรีค่ะคุณลุง”</p> <p>แกถูกเจาะเสนเลือดตรวจเก๊าท์ไปรอบหนึ่ง แล้วชัยชนะอันเล็กกระจ้อยก็ตกเป็นของแก หากจะตรวจอีกรอบก็ไม่เห็นจะเป็นไร แกลงทุนอดข้าวและน้ำเกือบสิบชั่วโมง ขับรถไปโรงพยาบาลแต่เช้า ถูกเจาะเส้นเลือดที่แขนขวา กลับออกมาพร้อมสำลีติดเทปก้อนหนึ่ง แล้วไม่กี่นาทีหลังจากนั้นแกก็แกะออกแล้วโยนทิ้งไป</p> <p>กลับไปฟังผลตอนบ่ายของวันถัดมาพร้อมจุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ของชีวิต น้ำตาลในเลือดของแกสูงลิ่วถึงร้อยหกสิบแปด หมอหญิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าแกวินิจฉัยเสียงดังฟังชัด</p> <p>“คุณเป็นเบาหวานแล้วนะคะ”</p> <p>เก๊าท์เพิ่งหลุดลอยจากความทุกข์ใจไปไม่นาน ตรวจเลือดแล้วกรดยูริกสูงเพียงสามจุดเก้า ไม่ถึงเจ็ดตามเส้นแดงอันวิกฤต แกไม่ได้บอกสาเหตุถึงที่มาของความเจ็บปวด และการบวมเปล่งของนิ้วข้อเท้า ว่าแท้แล้วค้อนปอนด์อันหนักหน่วงหลุดจากด้ามหล่นกระแทกลงไป ถึงกระนั้นการวินิจฉัยของหมอในเบื้องต้นก็เล่นเอาแกเป็นทุกข์ไปหลายวัน</p> <p>เก๊าท์เป็นความเศร้าหลอก ๆ ต่างจากเบาหวานที่เป็นของจริง แถมยังร้ายกาจและอำมหิตยิ่งกว่า</p> <p>ลุงยู้ขับรถออกจากโรงพยาบาลเหมือนคนไร้ชีวิตจิตใจ ตัวเลขร้อยหกสิบแปดเหมือนผีร้ายที่ตามหลอกหลอน และยิ่งแยกเขี้ยวขู่ขวัญเมื่อแกหาหนังสือเกี่ยวกับเบาหวานมาอ่านทำความเข้าใจกับมัน</p> <p>...เป็นแล้วไม่มีวันหาย แม้น้ำตาลในเลือดจะลดลงเป็นปกติ</p> <p>...เบาหวานต้องควบคุมอาหาร หนักเข้าต้องฉีดอินซูลีน โอกาสเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนสูงขึ้นเป็นลำดับ</p> <p>...เบาหวาน เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ชาที่แขนและขา หากอาการถึงขั้นวิกฤต...อาจถูกตัดขา</p> <p>...ดวงตาจะพร่ามั่ว แล้วค่อยๆ บอดสนิท</p> <p>หากแกถูกตัดขา แถมยังตาบอดสนิททั้งสองข้าง แค่นึกวาดภาพสถานการณ์ที่ยังมาไม่ถึงแกก็หนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ แล้วแกจะนั่งงอมืองอเท้ารอเบาหวานกัดกินให้ต้องทุกข์ทรมานน่าสังเวชถึงขนาดนั้นได้อย่างไร</p> <p>โลกเหมือนกว้างขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า ขณะตัวแกเองเล็กลงยิ่งกว่าจมูกเม็ดข้าว และพร้อมจะปลิดปลิวไปกับสายลมจากทุกทิศทุกทาง<br />ถูกตัดขาทิ้งไป...ชายชราเบาหวานบนรถเข็นไม่มีใครคอยรุนอยู่ข้างหลัง</p> <p>ต่อให้ขาสองข้างยังอยู่ หากตาบอดสนิท ข้างหน้าของแกก็ไม่มีคนตาดีคอยจูงมือ</p> <p>แกไม่อาจเอ่ยปากร้องขอให้ใครช่วย ยิ่งไปกว่านั้น แกไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนที่น่าสังเวชเยี่ยงนั้น</p> <p>บ้านไม้เก่าอายุพอ ๆ กับแกอยู่ห่างหลังอื่นหลายสิบเมตร กั้นด้วยเนินหญ้าและสวนร้างของเพื่อนบ้านซึ่งแกไม่เคยไปมาหาสู่ แกคิดรอบคอบแล้ว หญ้าแห้งจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี นอกจากหนังสือนิยายและประวัติศาสตร์จีนที่แกซื้อมาอ่านและกองสุมกันไว้ในห้องข้าง ๆ น้ำมันก๊าดสักแกลลอนก็จะช่วยให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อบ่วงเชือกพร้อมแล้วบนขื่อ ก่อนทิ้งตัวลงจากเก้าอี้หัวโล้น ฟางแห้งที่แกจุดไว้ก็ลามถึงทางน้ำมันก๊าดพอดี</p> <p>แกต้องละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อจะจบนิยายชีวิตของตัวเองลงอย่างประณีต งดงาม ไร้ความเจ็บปวดและทุกข์ร้อนเพลิงจะลุกไม้ท่วมบ้านหลังนี้ก็ต่อเมื่อแกไม้รู้สึกอะไรแล้วกับความเป็นไปทั้งมวลบนโลก<br />เพื่อความรอบคอบ ไม่เป็นภาระแก่ใครอื่น หรือทิ้งปัญหาให้คนที่อยู่ข้างหลังแบกรับด้วยความไม่เต็มใจ สมบัติซึ่งแกสะสมไว้ตั้งแต่ปีที่พ่อแม่จากไป ทั้งเงินสด สร้อยคอทองคำ แหวนเพชร และเครื่องประดับอื่น ๆ แกเช่าตู้เซฟเก็บไว้ในธนาคาร</p> <p>ก่อนถึงวันปิดฉากนิยายชีวิต แกบรรจุลูกกุญแจลงในกล่องพร้อมจดหมายสั้น ๆ และตัวเลขระหัสเปิดตู้เซฟส่งมอบให้แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ใจความในจดหมายน้อยส่งมอบภาระให้เพื่อนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในโลกช่วยจัดการเก็บกระดูก นำไปบำเพ็ญกุศล เงินทองและสมบัติที่เหลือจากค่าใช้จ่ายทั้งหมด แกขอมอบเป็นสินน้ำใจสำหรับเพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่แกมีอยู่</p> <p>มอบกล่องจดหมายพร้อมย้ำกำชับหนักแน่นกับแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวลุยสวน</p> <p>“อย่าได้เปิดอ่านจนกว่าจะถึงบายวันพรุ่งนี้”</p> <p>ขณะคิดวางแผนแกเดินสวนทางกับใครหลายคนเข้าไปในสวน นั่งจ่อมบนม้าหินมองดอกบัวบานไสวในบึง ไม่สนใจฝีเท้าของคนออกกำลังกายที่ผ่านไปทางด้านหลัง นอกจากตัวละครในนิยายกำลังภายในของโกวเล้งกิมย้ง และนักเขียนจีนอีกหลายคนแล้ว แกนึกถึงปังตอสับไก่ที่เปรียบประดุจดาบและกระบี่ของจอมยุทธ์เดียวดายที่พร้อมเสี่ยงชีวิตกับทุกครั้งของการฟาดฟัน</p> <p>และต่อจากนั้น แกก็นึกถึงเปลวเพลิงที่ลุกท่วมบ้านไม้เก่าหลังเล็กอันแสนเดียวดาย ยิ้มสาแก่ใจผุดขึ้นที่มุมปาก อย่างน้อยแกก็กำราบเบาหวานที่ไม่มีทางรักษาหายไปด้วยมือของตัวเอง</p> <p>นั่นคือเรื่องราวบางส่วนของลุงยู้ เพื่อนบนทางวิ่งกลุ่มเล็ก ๆ ของเรา ชายวัยปลายหกสิบที่พวกเราเรียกแกว่าลุง แต่ไม่อาจขนานนามว่าชายชรา แกวิ่งได้เร็วพอ ๆ กับคนหนุ่มวัยสามสิบเศษ แข็งแรงเกินกว่าจะเป็นคนวัยไม้ใกล้ฝั่ง สนุกสนานอารมณ์แจ่มใส คุยเสียงดังกับสารพัดเรื่องราวที่แกนำมาเล่า</p> <p>นิยายจีนที่พวกเราไม่เคยอ่าน สามก๊ก ไซอิ๋ว ความรักในหอแดง และเรื่องจีน ๆ ที่แกสรรหามาเล่าได้ไม่รู้จบ แกเป็นคนเดียวที่ไม่เล่นเฟซบุ๊ค ไม่มีไลน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของแกก็รุ่นพระเจ้าเหา โนเกีย 3320 จอขาวดำ แรกที่สมาชิกในชมรมวิ่งของเราหัวเราะเยาะ ลุงยู้ขึงตามองแวบหนึ่ง แล้วบอกว่าอย่าได้ดูเบามันไป ไอ้แก่นี่แหละเคยช่วยชีวิตข้าไว้</p> <p>มือถือของแกมีไว้ติดต่อกับแผงค้าผักและพ่อค้าไก่ถอนขนในตลาดสด นอกจากนั้นก็ไม่ได้ให้เบอร์ใครไว้ จำใจเขียนลงในประวัติผู้ป่วยเพราะถูกบังคับกลาย ๆ วันที่ทางโรงพยาบาลโทร.มาแกเกือบไม่รับสาย ตอนนั้นแกยืนอยู่บนเก้าอี้หัวโล้น มือประคองบ่วงเชือกเพื่อจะมุดหัวเข้าไป ไม้ขีดไฟเตรียมไว้ในกระเป๋าเสื้อพร้อมจุดแล้วโยนทิ้งลงบนกองฟาง</p> <p>เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่แกวางไว้บนพื้นข้างเตียงดังขึ้น แกชะงักนิดหนึ่ง แกไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตลาดอีกแล้ว ผักและไก่ไม่มีความหมายสำหรับแก มุดหัวเข้าบ่วงเชือก เอื้อมมือจะหยิบไม้ขีดไฟจากกระเป๋าเสื้อ เสียงกริ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วดังขึ้นอีก</p> <p>คล้ายมือที่ฉุดรั้งแกไว้จากการตัดสินใจ ทว่าแกแน่วแน่เกินกว่าเสียงร้องของโทรศัพท์จะทัดทาน แกก้าวลงจากเก้าอี้ หยิบขึ้นมาเพื่อจะกดปิด แกควรได้จากโลกใบนี้ไปอย่างสงบ ไม่ถูกรบกวนด้วยสัญญาณเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>เสียงกริ่งเงียบลงอีกครั้ง ขณะจะกดปิด แกสะดุ้งเล็กน้อยกับสัญญาณข้อความ แกตั้งใจกดปิด แต่มือพลาดไปโดนอีกปุ่ม</p> <p>...ผลเลือดเกิดความผิดพลาด กรุณาติดต่อ รพ. เพื่อเจาะเลือดตรวจยืนยันผลอีกครั้ง สะดวกแจ้งนัดหมาย วัน เวลา...</p> <p>นั่นคือลุงยู้ชายวัยปลายหกสิบที่ตื่นแต่เช้ามืดผ่านประตูสวนสาธารณะเข้าสู่ภายในเป็นคนแรก และออกวิ่งไปรอบบึงจนเหงื่อท่วมตัวแล้วเพื่อนร่วมชมรมค่อยทยอยกันมาสมทบ หลังจบกายบริหารทุกท่าแล้ว พวกเรายกโขยงกันไปบ้านแก กินแตงโมและน้ำเกลือแร่ที่แกเตรียมไว้ให้ จิบชาเขียวอุ่นๆ นั่งล้อมวงฟังแกเล่าเรื่องราวจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายใน</p> <p>ลุงยู้ไม่ลืมแทรกเรื่องราวของตัวแกเอง ชีวิตที่เหมือนเพิ่งเริ่มต้นใหม่ นับจากวันที่แกแวะซื้อรองเท้าผ้าใบ นาฬิกาเรือนใหม่ เสื้อกล้ามและกางเกงกีฬา</p> <p>หมอบอกแกไม่ได้เป็นเบาหวาน ผลตรวจครั้งแรกเกิดสลับกับคนอื่น แต่ถึงกระนั้น ผลจริงจากการตรวจครั้งที่สอง น้ำตาลในเลือดของแก 115 สูงลิ่วเกือบถึงขีดแดง แถมไขมันก็เกินสองร้อย</p> <p>แกไม่ลืมซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ แจกเบอร์ให้เพื่อน ๆ ต่างวัยในกลุ่มชมรมวิ่ง และเมมเบอร์พวกเราไว้ครบทุกคน สีหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวังและพลังชีวิตของแกยังเฟื่องฝัน</p> <p>แกขายสมบัติเก่านำเงินไปซื้อรถตู้ป้ายแดงขนาดสิบสองที่นั่ง แกไม่คิดจะเลิกอาชีพขายไก่ย่างอบถังไปถาวร หากโลกกว้างและทางไกลเหมือนกวักมือเรียกแกไหว ๆ จากอีกปลายขอบฟ้า</p> <p>ชายผู้ซึ่งเหมือนเปิดดวงตามองโลกกว้าง เริ่มอ่านนิยายจากชีวิตจริงของคนอื่น เพิ่งสัมผัสไออุ่นแห่งมิตรภาพ และได้เรียนรู้ความหมายของชีวิตต่างไปจากที่เคยจมอยู่กับตัวเอง</p> <p>“วิ่งออกกำลงในสวนไม่ค่อยสนุกแล้ว” แกว่ายิ้ม ๆ</p> <p>ขณะพวกเราสี่ห้าคนที่มุงล้อมรถของแกยังปิดปากเงียบ หนุ่มโสดเจ้าของรถตู้ป้ายแดงในวัยชรากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง</p> <p>“เขามีแข่งวิ่งมาราธอนที่ไหน ข้าขับรถตู้จะพาพวกเอ็งไปร่วม”</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ลุงยู้/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></span></a> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><br /><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><strong><br /></strong></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '14', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-31 15:04:14', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-31 15:04:14', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ลุงยู้/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '105', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '5204', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '14', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 3 => array( 'Content' => array( 'id' => '104', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'นางเลี้ยงหมากะป้าแจ่ม : โดยชมัยภร แสงกระจ่าง ผลงานประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">ชาวบ้านซอยหมา เรียกป้าแจ่มเป็นนางงามมิตรภาพประจำซอย เพราะเป็นคนชอบแจกยิ้มและชอบโฆษณาตัวเองพร้อม ๆ กับโฆษณาคนอื่น.....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><br /></span></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">มีคนย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">นางเป็นหญิงสาววัยทำงาน นุ่งกระโปรงสั้นดูทันสมัย ทาปากแดง.....</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จาก ชมัยภร แสงกระจ่าง เรื่องนางเลี้ยงหมากับป้าแจ่ม</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ป้าแจ่ม/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>มีคนย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่</p> <p>นางเป็นหญิงสาววัยทำงาน นุ่งกระโปรงสั้นดูทันสมัย ทาปากแดง ผมหยิกเป็นลอนสวยงาม ใคร ๆก็บอกกันว่า นางทำงานในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง แต่พูดต่อ ๆกันมาหลายคนแล้วก็ยังไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียวว่ารัฐวิสาหกิจนั้นคืออะไร นางอยู่ซอยหมา ชาวบ้านเรียกซอยที่นางอยู่ว่าซอยหมา เพราะทั้งซอยมีแต่คนเลี้ยงหมา มีทั้งที่เลี้ยงไว้ในบ้านและเลี้ยงไว้ในถนน หรือบ้างก็เกิดขึ้นมาบนถนนหลังการเลี้ยงไว้บนถนน นับรวม ๆกันแล้วประมาณห้าสิบตัว</p> <p>พอนางมาอยู่ ผู้คนจะเห็นนางเดินเข้าซอยมาเร็ว ๆ สองมือหิ้วถุงพะรุงพะรัง ดูกะเร้อกะร่า พอเห็นหมาตัวหนึ่งก็หยุดวางถุงลงแล้วเริ่มหยิบน่องไก่บ้าง หมูปิ้งบ้าง ลูกชิ้นปิ้งบ้างออกจากถุงและส่งให้หมา ตัวไหนมาถึงก่อนก็ได้ชิ้นใหญ่ไป นางทำตัวเหมือนว่าถุงของนางเป็นกระเป๋าโดเรม่อน หยิบแล้วหยิบอีกไม่มีวันหมดกระเป๋า เดินไปสักพักนางก็แวดล้อมไปด้วยหมา มีทั้งที่เดินตามกันมา และเดินมาดักหน้า นางแจกอาหารไป นางก็พูดพึมพำไป เสียงกระหนุงกระหนิงราวกับคุยกับคนรัก ป้าแจ่มซึ่งเป็นป้าแสนดีของคนทั้งซอยหมาแรกเห็นเข้าก็ออกมาโอภาปราศรัย</p> <p>“โอ คุณเอามาแจกเยอะแยะเลยคุณ คุณอยู่บ้านหลังไหนค้า”</p> <p>ชาวบ้านซอยหมา เรียกป้าแจ่มเป็นนางงามมิตรภาพประจำซอย เพราะเป็นคนชอบแจกยิ้มและชอบโฆษณาตัวเองพร้อม ๆกับโฆษณาคนอื่น ทั้งที่สิ่งที่โฆษณานั้นบางทีก็เป็นแง่มุมที่ไม่สมควรแก่การโฆษณาเท่าไร เช่น ประวัติความเป็นมาของตนเองและคนโน้นคนนี้ ป้าแจ่มทำไปโดยไม่รู้ตัว และดูเหมือนว่าเป็นความสุขของป้าแจ่มที่จะทำให้ใครต่อใครรู้จักกันโดยทั่วถึง บางครั้งป้าแจ่มก็กลายเป็นผู้สื่อข่าวของหมู่บ้านไปด้วย เพราะไม่รู้จักแต่เฉพาะคนซอยหมา หากรู้จักคนซอยอื่น ๆ และแม่ค้าที่ตลาดไปด้วย แม่ค้าที่ได้รับประโยชน์เพราะป้าแจ่มโฆษณาสินค้าเป็นเชิงบวกเรียกลูกค้าได้มาก ก็เรียกว่า “ป้าแจ่มปากหวาน” แต่แม่ค้าบางคนที่ไม่ชอบให้ป้าแจ่มโฆษณาสินค้าของตนเชิงลบก็เรียกป้าแจ่มว่า “ป้าแจ่มปากเยอะ” หนักกว่านั้นบางคนก็เรียก “ป้าแจ่มปากหมา” ป้าแจ่มรู้ทุกสมญาเพราะที่ตลาดก็มีคนแบบป้าแจ่มเยอะเหมือนกัน จึงเข้าหูป้าแจ่มจนได้ แต่ป้าแจ่มก็ไม่ว่าอะไร เอาแต่หัวเราะแล้วก็โฆษณาสมญาของตัวเองต่อไปอย่างสนุกสนานจนคนที่ได้ยินได้ฟังเริ่มไม่รู้ว่า ป้าแจ่มแกถูกตั้งสมญาหรือป้าแจ่มแกตั้งของแกเอง</p> <p>เมื่อป้าแจ่มส่งเสียงทักทายออกไปแล้วก็รอฟังคำตอบ แต่นางนิ่งเฉย เหมือนไม่ได้ยิน ป้าแจ่มเลยส่งเสียงดังขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง</p> <p>“แหม คุณใจบุญจริ๊ง อยู่บ้านไหนล่ะนี่”</p> <p>พูดไม่พูดเปล่า ป้าแจ่มเดินเข้ามาใกล้ด้วย ในรัศมีเสียงที่แน่ใจว่า ถ้านางไม่หูตึงนางต้องได้ยิน แต่แล้วป้าแจ่มก็ต้องอึ้งตะลึงงันเป็นครั้งแรกในรอบอายุสิบปีหลังที่เข้ามาอยู่หมู่บ้านแห่งนี้เลยทีเดียว เพราะผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองป้าแจ่ม สบตาป้าแจ่ม นัยน์ตาว่างเปล่าไร้สัญญาณการรับรู้</p> <p>“ตาบอดหรือคุณ” ปากของป้าแจ่มไวเกินไปสักนิด แต่สมองนางเบื้องหน้าก็ยังมีอาการไม่รับรู้ผ่านสายตาเย็นชา คราวนี้ป้าแจ่มถอยห่าง เดินกลับไปยังบ้านของตัวเอง และเข้าไปตั้งหลักอยู่ในรั้ว จนกระทั่งนางเดินผ่านไปแล้ว ป้าแจ่มก็รีบเปิดประตูรั้วออกมาจ้องดูว่านางจะไปอยู่บ้านหลังไหน ปรากฏว่า นางคนมาใหม่เข้าไปอยู่ที่บ้านสุดซอยอันเป็นบ้านที่ไม่มีคนอยู่มานานมาก พอป้าแจ่มเห็นดังนั้น ก็สรุปทันทีว่า “นางมาเช่าบ้านครูน้อย”บ้านครูน้อยเป็นบ้านไม่ร้างมานาน ใครต่อใครก็ปริวิตกกลัวว่า จะกลายเป็นที่สุมหัวของเด็กเสพยา ดังนั้น การมีคนมาเช่าจึงเป็นความสุขอย่างยิ่งของคนที่รับรู้ ป้าแจ่มก็เช่นกัน</p> <p>นับแต่วันนั้นมา นางก็อยู่ในสายตาของป้าแจ่มผู้อยู่ต้นซอยโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกันป้าแจ่มก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัวเล่าเรื่องของนางไปทั่วซอยและทั่วตลาด แต่ป้าแจ่มไม่ได้บอกชื่อนางเพราะไม่รู้ชื่อนาง จึงเรียกนางว่า นางเลี้ยงหมา ใคร ๆก็พลอยเรียกว่า นางเลี้ยงหมาไปด้วย รวมทั้งแม่ค้าในตลาด เวลานางไปซื้อของก็จะมีการซุบซิบนินทาตามหลัง เหมือนนางจะได้ยินแต่นางก็ไม่เคยพูดกับใคร ยกเว้นคนขายไก่ทอด</p> <p>คนขายไก่ทอดเป็นผู้ชายตัวอ้วนกลมค่อนข้างมีอายุ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เขาขายไก่ทอดเป็นน่อง เป็นชิ้น และเป็นไม้ ซึ่งเป็นตับ ไส้ และ เครื่องในที่เสียบไม้ราคาถูกสำหรับคนเลี้ยงหมาโดยเฉพาะ นางมาซื้อไก่เขาตั้งแต่แรก บางทีก็เหมาน่องไก่ไปทั้งหมด ราคาก็ไม่น้อยเพราะน่องละ ๑๐-๑๒ บาท นางซื้อไปเป็นสิบ ๆน่อง และซื้อทุกวัน บางครั้งก็เอาตับไก่ไปด้วย แรก ๆเขาคิดว่าบ้านนางคงอยู่กันหลายคน เขาเคยพยายามจะสื่อสารกับนางให้มากกว่าประโยคสั่งซื้อแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะนางไม่สบตาเขา ไม่อยากพูดกับเขามากกว่านั้น แถมยังตีสีหน้าบึ้งตึงใส่ด้วย</p> <p>เขาได้ยินแม่ค้ากับป้าแจ่มนินทานางด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “คงมีผัวแล้วผัวทิ้งแหง ๆเลย คนแบบนี้ ผอมแห้งแรงน้อย โกโรโกโส” ป้าแจ่มทำน้ำเสียงกระแทกกระทั้นโดยลืมไปว่า ตัวเองก็ถูกผัวทิ้งเหมือนกันและอยู่คนเดียวมานานนับสิบปี แล้วก็นินทาต่อเนื่องไปอีกสารพัดสารพัน และไม่ใช่ครั้งเดียว คนขายไก่รู้สึกสงสารนาง วันหนึ่ง เขาจึงพูดเสียงดังให้ได้ยินกันไปทั่ว ๆว่า</p> <p>“เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ใจก็บุญซื้อของไปเลี้ยงหมา เราก็มีรายได้ แล้วยาย ๆป้าจะไปว่าเขาทำไม”</p> <p>นั่นแหละ เสียงนินทาของตลาดจึงเบาบางลง</p> <p>วันเวลาผ่านไปไม่ถึงปี นางที่ใครไม่รู้ชื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จากที่ดูเป็นสาวและคล่องแคล่วว่องไวก็กลายเป็นนางผู้เคลื่อนไหวช้าลง ผอมแห้งลงเรื่อย ๆ จนชายขายไก่รู้สึกเป็นห่วง เขาไม่ได้กลัวขาดรายได้ แต่เขารู้สึกผูกพันกับความเป็นคนเงียบของนางจริง ๆ วันหนึ่งเขาจึงถามขึ้น</p> <p>“ไม่สบายหรือเปล่าครับ ดูผอม ๆ”</p> <p>นางเหลือบตาขึ้นมองเขา ในแววตานั้นแห้งแล้งไร้ชีวิต ตอบเขาเบา ๆว่า “เป็นมะเร็งลำไส้ค่ะ”</p> <p>คำตอบของนางไม่ได้เข้าหูชายขายไก่คนเดียว แต่เข้าหูแม่ค้างขายผลไม้แผงข้าง ๆด้วย ในเวลาไม่กี่นาที เรื่องนางเป็นมะเร็งลำไส้ก็ดังไปทั่วตลาด ชายขายไก่ไม่เข้าใจว่าทำไมนางจึงบอกเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนว่านางเป็นหวัด แล้วข้อสำคัญนางมาบอกเขาทำไม <br />เรื่องนางเป็นมะเร็งแต่ยังเลี้ยงหมาอย่างเป็นปกติเริ่มเป็นที่จับตา “เป็นมะเร็งแล้วยังไม่ไปรักษาตัวอีก” หลายคนบ่น น้ำเสียงเสียดสีเย้ยหยันเริ่มหายไป สายตาตลาดเริ่มเห็นใจมากขึ้น แต่ก็เป็นสายตาที่เลยไปถึงความเวทนาสงสาร แต่คนที่ทำให้ตลาดแปลกใจก็คือป้าแจ่ม เพราะแกไม่ยอมพูดถึงนางเลย แต่กลับหลบ ๆเลี่ยง ๆที่จะพูดถึงเรื่องนี้ไปอย่างผิดคาด และวันหนึ่งป้าแจ่มก็หายหน้าไปจากตลาด แม่ค้าคนสนิทเล่าว่า</p> <p>“แกปวดท้องไปโรงพยาบาล”</p> <p>เรื่องป้าแจ่มปวดท้องไปโรงพยาบาลกลายเป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะ ตลาด” จากปวดท้องธรรมดา ปวดท้องไส้ติ่ง ปวดท้องสารพัดสารพัน ก่อนจะลงเอยด้วย “ป้าแจ่มเป็นมะเร็งลำไส้” ละมั้ง เท่านั้นแหละทั้งตลาดก็กระหึ่มไปด้วยเสียงเล่าลือว่าป้าแจ่มเป็นมะเร็งลำไส้<br />คนสองคนที่เป็น “คู่นินทา” เป็น “มะเร็งลำไส้” พร้อม ๆกันขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ป้าแจ่มหายหน้าไปจากตลาด หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ในขณะที่นางคนชอบเลี้ยงหมายังคงกระย่องกระแย่งมาตลอดทุกวัน ทำให้แม่ค้ามึนงงไปตาม ๆกัน ชายชายไก่จึงอดไม่ได้ที่จะบอกเรื่องป้าแจ่ม</p> <p>“พักบ้างก็ได้นะคุณ ป้าแจ่มแกเป็นมะเร็งเหมือนคุณแหละ แกยังพักเลย”</p> <p>นางยิ้ม ใบหน้าของนางหน้าเหี่ยวย่นมองดูราวคนแก่อายุสักแปดสิบ<br />ป้าแจ่มนั่ง ๆนอน ๆอยู่ในบ้านรอผลพิพากษาของหมอมาเกือบ ๗ วันแล้ว ความรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งแล่นอยู่ในสมองมาเป็นเดือนก่อนหน้าจะไปโรงพยาบาล ทำให้แกเป็นมะเร็งไปเรียบร้อยแล้ว แกเก็บตัวอยู่ในบ้านจนหน้าซีดหน้าเซียว</p> <p>วันนั้น แกนอนซมอยู่ และมีเสียงคนกดออดหน้าบ้าน แกผงกหัวขึ้น ส่งเสียงร้องครวญครางเล็กน้อยก่อนลุกขึ้นมองตรงช่องประตู เห็นเงาวอบแวบ แกก็ตะโกนถามว่า “ใครน่ะ” แต่เงานั้นไม่ตอบ แกก็เดินตัวงอ ๆ ออกไปดูหน้าคนมากดออด</p> <p>“ใครวะ” แกบ่นพึมพำขณะเปิดประตูเก่า ๆ ฝืด ๆ</p> <p>นางเลี้ยงหมา ยืนอยู่หน้าประตู ในมือถือถุงพลาสติก พอเห็นเจ้าของบ้านก็ยิ้มจนหน้าย่น ป้าแจ่มผงะ เพราะนางเลี้ยงหมาทั้งผอมทั้งแห้งอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กระนั้น พอนึกได้ว่านางเลี้ยงหมาเคยมีปฏิกิริยากับแกเช่นไร แก็หน้าตึง ตะคอกออกไป “มีอะไร”</p> <p>นางเลี้ยงหมายื่นถุงพลาสติกลอดเข้ามาทางช่องเหล็กดัดประตู “เอามาให้”</p> <p>“เอามาให้ทำไม” ป้าแจ่มเสียงอ่อนลงเล็กน้อย</p> <p>นางเลี้ยงหมายิ้ม ใบหน้าแห้งเหี่ยวนั้นดูราวกับกระดาษย่น “ได้ข่าวว่าป้าไม่สบาย เจ้านี้อร่อย ฉันซื้อมาฝาก”</p> <p>ป้าแจ่มรับถุงนั้นมา สัมผัสได้กับความสั่นเทาของคนที่หิ้วมันมา นางส่งให้เสร็จก็หันหลังให้และเดินจากไปโดยไม่มองป้าแจ่ม ป้าแจ่มกลับเข้าบ้านอย่างงง ๆ</p> <p>เมื่อนั่งลงที่โต๊ะกลางบ้านและเริ่มกินก๋วยเตี๋ยวนั้น ป้าแจ่มก็ตระหนักถึงความรู้สึกปีติที่แล่นพล่าน แกวางช้อนและวิ่งออกไปเปิดประตูบ้านออกไปยืนมองคนที่เดินจากไป ไม่มีวี่แววของใครในซอยนั้นแล้ว แต่ป้าแจ่มก็ยังสัมผัสได้ถึงความสั่นระรัวแห่งร่างกายของนางเลี้ยงหมา “นางไม่สบาย”ป้าแจ่มร้องอึงอลอยู่ในหัวใจ</p> <p>อีกหนึ่งเดือนต่อมา นางเลี้ยงหมาก็ตายเพราะมะเร็งลำไส้ ในขณะที่ผลการตรวจหมอสรุปว่าป้าแจ่มไม่ได้เป็นมะเร็ง วันเผาศพนางเลี้ยงหมา ชายขายไก่เห็นน้ำตาป้าแจ่มไหลพราก ๆ</p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ป้าแจ่ม/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></span></a> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><br /><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><strong><br /></strong></div> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p> </p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '14', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-31 15:00:17', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-31 15:00:17', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ป้าแจ่ม/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '104', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '5284', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '14', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 4 => array( 'Content' => array( 'id' => '103', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'ชายแขนเดียว : โดยธนณัฎฐ์ อารยสมโพธิ์ ผลงานประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">ชายแขนเดียวมองดูแขนของตนเองที่มีเพียงข้างเดียว หน้าตาของเขาเศร้าสร้อย....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ "ชายแขนเดียว" และ "เทอร์โบ"</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">สุนัขสุดที่รัก.....ของเขา</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จาก ธนณัฎฐ์ อารยสมโพธิ์ </span><span style="font-size: medium;">เรื่องชายแขนเดียว</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ชายแขนเดียว/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>เทอร์โบกระโดดใช้ขาหน้าทั้งสองเกาะขอบบ่อ แล้วชะโงกหน้าลงไปในบ่อน้ำ เอียงหน้ามองผืนน้ำซึ่งกำลังสะท้อนใบหน้ายาวแหลม หูตั้งสีน้ำตาลเข้มสองของมัน ถัดไปคือใบหน้าซูบผอมของชายคนหนึ่ง เขาขมวดคิ้ว สายตาเลื่อนลอย ก่อนจะหันมามองเทอร์โบ แววตาโศกเศร้าเปลี่ยนเป็นสงสัย เทอร์โบกระดิกหาง เงยหน้าจากบ่อน้ำจ้องมองชายคนนั้น ชายผู้ซึ่งมีแขนขวาเพียงข้างเดียว</p> <p>ชายแขนข้างเดียวหันมองเทอร์โบก่อนเดินห่างออกไปบ่อน้ำ เทอร์โบมองกลับลงไปในบ่อน้ำนั้นอีกครั้ง อยากรู้เหลือเกินว่าชายแขนเดียวมองหาสิ่งใดในมวลน้ำซึ่งมิอาจประมาณคงามลึก มืดมิด และเวิ้งว้างนั้น</p> <p>“โฮ่ง อ้ง ” เทอร์โบเห่า มีเพียงเสียงของมันเองที่สะท้อนกลับมาอย่างแผ่วเบา มันรีบวิ่งตามชายแขนเดียวไป</p> <p>เทอร์โบเคยได้ยินเรื่องของชายแขนเดียวผู้นี้มาตั้งแต่มันจำความได้ แม่ของมันเคยเล่าให้ฟังว่า ในดินแดนอันเร้นลับห่างไกลมีชายแขนเดียวผู้หนึ่งออกเดินทางท่องไปทั่วโลกเพื่อตามหาแขนที่หายไปหนึ่งข้าง ทว่าเขากลับพบว่าเขาไม่อาจหาแขนที่หายไปนั่นได้พบ เขาจึงเสาะหาหนทางเพื่อหลีกหนีความจริงและความเจ็บปวด และเขาเข้าใจว่าความตายจะพาเขาเดินทางออกไกลห่างความจริงและความเจ็บปวดนี้ เขาจึงเสาะหาวิธีฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด “วิธีฆ่าตัวตายที่ดีที่สุดคืออะไร ?” เทอร์โบสงสัย ฆ่าตัวตายคืออะไร ฆ่าตัวเองให้ตาย ฆ่าตัวอะไรในตัวเราให้ตาย หรือฆ่าอะไร เทอร์โบสงสัยหลายสิ่งรวมถึงสงสัยว่าชายคนนี้ใช่ชายแขนเดียวกับที่แม่เล่าหรือเปล่า แต่สุดความสามารถที่เทอร์โบจะถามแม่ได้เพราะแม่ของมันตายจากไปนานแล้ว ก่อนที่มันจะกลายเป็นหมาจรจัดซัดเซพเนจรไปตามเมืองต่าง ๆ อย่างทุกวันนี้</p> <p>ชายคนนั้นเดินเข้าสู่หมู่บ้าน หายลับไปในประตูของห้องเช่าเก่าแก่ เทอร์โบมองตาม ถอนหายใจก่อนทิ้งตัวลงหน้าประตูบานนั้น เอาหน้าแนบกับพื้นและหลับไป</p> <p>เทอร์โบลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้ามืดสนิท มีเพียงดวงไฟไม่กี่ดวงที่ส่องสว่างอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ชายแขนเดียวเดินออกมาจากประตู เทอร์โบวิ่งตามเขา อยากถามเขาว่าเขาค้นพบสิ่งที่ตามหาหรือยัง เขาเดินไปจนสุดทางถนนก่อนเลี้ยวเข้าซอยเล็กข้างทาง เทอร์โบไม่อาจตามเขาไปได้ เพราะมันได้กลิ่นอาหารลอยมาจากถังขยะ เทอร์โบหยุดที่กองถังขยะคุ้ยหาอาหารที่ส่งกลิ่นหอม อาจจะเน่าไปนิดแต่ก็อร่อยดี ต่อชีวิตให้ยืดยาวไปอีกวัน</p> <p>“แฮ่. . .” หมาประจำซอยส่งเสียงเล็ดไรฟัน เทอร์โบเงยหน้าจากเศษกระดูกไก่ทอด ไม่มีใครยืนอยู่ มันเอียงคอไปทางขวามือจึงเห็นหมาตัวโตยืนยิงฟันอยู่ เทอร์โบรีบวิ่งเปิดแน็บออกมาจากกองขยะนั้น หิ้วท้องหิวเดินล่องลอยไปตามถนน มันเดินไปตามทางที่เห็นว่าชายแขนเดียวเดินไป แต่คงสายเกินไปเสียแล้วที่จะรู้ว่าเขาไปหยุด ณ ที่แห่งใด มันเดินไปตามทางจมูกเฝ้าดมกลิ่นอาหาร ส่วนสายตาก็คอยสอดส่องหาชายแขนเดียว เริ่มดึกแล้วตอนที่มันเดินมาถึงจัตุรัสกลางหมู่บ้าน ร้านรวงต่าง ๆ เริ่มปิดไฟ มีเพียงก็แต่ร้านขายมีดที่ยังเปิดไฟสว่าง แล้วใครคนนั้นคนที่มันตามหาก็ปรากฏชัดในดวงตาของมัน ชายแขนเดียวยืนคุยกับเจ้าของร้านขายมีดด้วยหน้าตาเคร่งเครียด เทอร์โบดีใจวิ่งไปหยุดที่หน้าร้านนั้น มันจ้องเข้าไปในร้าน มีดหลากหลายชนิดเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์ ชายแขนเดียวเพ่งมองมีดต่าง ๆ ด้วยท่าทางจริงจัง ส่งเงินให้เจ้าของร้าน เจ้าของร้านมีดจึงมอบกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา ก่อนเขาจะเปิดประตูออกมาจากร้าน เสียงกระดิ่งที่ร้านดัง กรุ๊งกริ๊ง ชายแขนเดียวเก็บกระดาษแผ่นนั้นลงกระเป๋ากางเกง เดินกลับบ้านเช่าเก่าแก่ เทอร์โบวิ่งตามเขาไป เขาเหลือบมามองเทอร์โบ มันกระดิกหาง แววตาร่าเริงอยากรู้จักอยากรู้อยากเห็นจ้องเข้าไปในดวงตาเศร้าคู่นั้น เทอร์โบอยากถามชายคนนี้เหลือเกินว่าเขาค้นพบสิ่งที่ตามหาแล้วหรือยัง</p> <p>“หิวใช่ไหม” ชายแขนเดียวหันมาพูดกับเทอร์โบ “ไม่มีอาหารเลย” เขาส่ายหน้าก่อนเดินจากไป</p> <p>เทอร์โบวิ่งตามเขาไป นอนอยู่หน้าประตูบ้านเช่าเก่าแก่หลังนั้นเหมือนเมื่อตอนกลางวัน</p> <p>เทอร์โบตื่นแต่เช้าตรู่ หอบท้องหิวโซเดินโต๋เต๋ไปจนถึงตลาด เช้านี้คงมีเศษอาหารให้มันประทังชีวิต หมาอ่อนแอขี้แพ้อย่างมัน ไม่กล้ากัดกับใคร ไม่มีความสามารถพอจะไปแย่งอาหารมาจากใครได้ มันเดินลึกเข้าไปถึงหลังตลาดที่ที่เด็กขนผักนั่งพักเหนื่อยกัน</p> <p>“ผู้ชายคนนั้นนั่นแหละ” เสียงเด็กขนผักคนหนึ่งพูดขึ้น</p> <p>“คนไหน”</p> <p>“คนที่แขนขาด” เทอร์โบหยุดฟังตอนที่เด็กจนผักพูด</p> <p>“เขาเสียแขนข้างหนึ่งไปเพราะอะไร ไม่มีใครรู้ หลังจากแขนขาดเขาก็เปลี่ยนอาชีพจากนักเขียนเป็นนักตามหา..”</p> <p>“ไป ๆ ๆ ไอ้หมา เกะกะทางเดินจริง ๆ” เทอร์โบวิ่งหนีตอนที่ใครสักคนใช้เท้าถีบตัวมัน</p> <p>มันวิ่งหนี และนึกถึงชายแขนเดียว ป่านนี้เขาจะทำอะไรอยู่ เทอร์โบเปลี่ยนใจไปบ้านเช่าเก่าแก่ ลัดเลาะไปตามถนน พยายามหลบเลี่ยงแก๊งหมาประจำซอยต่าง ๆ จนมาถึงหน้าประตูบ้านเช่าเก่าแก่ มันถอนหายใจด้วยความหิวและความเหนื่อยล้า ความหิวทำให้มันเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น มันทิ้งตัวลงนอนหน้าประตู คางราบไปกับพื้น เฝ้าเวลาที่จะได้พบกับชายแขนเดียว และมันก็เผลอหลับไป</p> <p>เนิ่นนาน ราวกับว่าล่วงผ่านมาแล้วหลายรุ่งเช้า เทอร์โบครึ่งหลับครึ่งตื่น ขณะที่พระอาทิตย์ตั้งตรงอยู่บนศีรษะ มันเห็นขายแขนเดียวเดินมาตามถนน ใบหน้าซูบผอมของเขาดูซูบผอมยิ่งกว่าเดิม ริ้วกังวลฉาบทับทุกส่วนของใบหน้า ดวงตาเหม่อลอย คิ้วขมวด ปากเม้มสนิท เทอร์โบไม่อาจรู้ได้ว่าเขาไปที่แห่งใดมา มันมองดูเขา แววตาสดใสแม้ว่าจะรู้สึกอ่อนล้ามากก็ตาม ชายแขนเดียวมองมันด้วยสายตาสงสัย เพียงเสี้ยววินาทีดวงตาของชายแขนเดียวก็เปลี่ยนไป เขาเลิกคิ้ว และด้วยแววตาที่เทอร์โบไม่อาจจะคาดเดาความรู้สึก ชายแขนเดียวนั่งยองลงข้างมัน เขาวางเชือกเส้นใหญ่ลงบนพื้นก่อนจะออกเดินไปตามถนนอีกครั้ง ผ่านไปราวสิบนาทีเขากลับมาพร้อมถุงอาหาร กลิ่นหอมลอยอบอวลอยู่ใกล้จมูกของเทอร์โบ ชายแขนเดียววางไก่ย่างไว้หน้าจมูกเทอร์โบ ก่อนที่เขาจะหายลับไปหลังประตูห้องเช่าเก่าแก่พร้อมกับเชือกของเขา เทอร์โบกินไก่นั้นอย่างรวดเร็ว นึกขอบคุณชายแขนเดียวที่ต่อลมหายใจให้มันอีกหนึ่งวัน</p> <p>หลังจากวันอันร้อนระอุที่ชายแขนเดียวเอาไก่ย่างให้เทอร์โบ เทอร์โบก็ไม่ได้พบเขาอีกหลายวัน อาจจะเป็นเพราะหลายวันมานี้ฝนตกหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน เขาจึงไม่ได้ออกมาจากห้องพัก เทอร์โบเฝ้ารอเขาอยู่ มากกว่าการถามคำถามที่ค้างคา มันอยากขอบคุณเขา สำหรับอาหารมื้อนั้น หากไม่ได้เขามันหิวและตายไปแล้ว ขณะที่เทอร์โบกำลังจะผล็อยหลับไป ประตูบ้านเช่าเก่าแก่ก็เปิดออก ชายแขนเดียวกับสีหน้ากังวลของเขา ออกเดินไปตามทาง เทอร์โบวิ่งตามเขาไป เส้นทางนี้มันคุ้นเคยดี มันคือทางไปบ่อน้ำ</p> <p>ชายแขนเดียวมองดูแขนของตนเองที่มีเพียงข้างเดียว หน้าตาของเขาเศร้าสร้อย แขนเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ทำให้เขาดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีแขน มีมือไว้ใช้ทำนู้นนี่ได้ หรือเขาเศร้าที่เหลือแขนเพียงข้างเดียว และต้องเสียแขนอีกข้างหนึ่งไป เทอร์โบก็สุดจะรู้ได้ มันเฝ้ามองเขาอย่างเงียบงัน สีหน้าเศร้าสร้อยของชายแขนเดียวเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นทว่ากลับมีน้ำตาไหลออกมา เขาเดินไปใกล้บ่อน้ำ ท่าทางของเขาเหมือนกับคนที่กำลังจะกระโดดลงไปในนั้น เทอร์โบงวยงง มันเดินไปใกล้ชายแขนเดียวแล้วมองลงไปในน้ำ มันเอียงคอ ตาของมันสบกับตาของชายแขนเดียว ในตอนนั้นเองที่ชายแขนเดียวสังเกตเห็นว่าเทอร์โบสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเพียงข้างเดียว ชายแขนเดียวทรุดนั่งลงที่ข้างบ่อน้ำ เขาร้องไห้ ร้องไห้จนตัวโยน เทอร์โบเดินเข้าไปใกล้เขามากยิ่งขึ้น ความรักฉายชัดบนดวงตาเพียงข้างเดียวที่มันมีอยู่ ชายแขนเดียวใช้มือเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ของเขาลูบหัวเทอร์โบ มันกระดิกหาง ชายแขนเดียวส่งยิ้มให้เทอร์โบ เป็นครั้งแรกที่มันเห็นรอยยิ้มของชายแขนเดียวแม้จะเป็นรอยยิ้มที่บางเบาและเหนื่อยล้าเต็มทีก็ตาม วินาทีนั้นเองเทอร์โบคิดว่า ชายแขนเดียวคงได้ค้นพบสิ่งที่เขาตามหามาเนิ่นนานแล้ว</p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ชายแขนเดียว/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></span></a> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><br /><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div><span><span><strong><br /></strong></span></span></div> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '14', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-31 14:54:26', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-31 14:54:26', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง/บล็อก/ชายแขนเดียว/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '103', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '4932', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '14', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'กลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 5 => array( 'Content' => array( 'id' => '102', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'จุดนัดพบ : โดย พัชรพร ศุภผล ผลงานประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชน', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">คลื่นกระแสน้ำสั่นกระเพื่อมจนตัวฉันรู้สึกได้ อาจเป็นเพราะการเดินทางเข้าใกล้จุดหมายแล้วอีกหนึ่งขั้น....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em>เมื่อพื้นที่ที่แสนจะงดงามไปด้วยธรรมชาติ </em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em>กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ธุรกิจ</em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span>จากพัชรพร ศุภผล เรื่อง "จุดนัดพบ"</span><br /></em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span><br /></span></em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span><br /></span></em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/จุดนัดพบ/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span><br /></span></em></span></p> <p>“โลกมนุษย์ถูกแบกไว้บนหลังเต่าขนาดมหึมา”</p> <p>(คัดลอกจากบันทึกของพ่อ)</p> <p>ต้นทาง</p> <p>ฉันกำลังจะกลับไปที่นี่อีกครั้งหลังจากไม่ได้มาเป็นเวลาสี่ปี แม้เสียงจากครอบครัวจะทัดทานให้รอก่อน แต่ห้วงลึกในจิตสำนึกมันกระตุ้นเตือนบอกกับฉันเสมอว่า มันถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องกลับมาสักที คลื่นกระแสน้ำที่ปะทะใบหน้ารอบแล้วรอบเล่าไม่ได้ทำให้ฉันท้อถอยที่จะกลับมาทำหน้าที่ กาลเวลาอาจพัดพาสรรพสิ่งรอบข้างให้เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือ คลื่นแม่เหล็กแห่งมหาสมุทร ที่จะนำทางฉันไป ยังจุดหมายที่รอคอย</p> <p>“ถ้าเจ้าขึ้นไป เจ้าอาจไม่ได้กลับมา” ผู้อาวุโสสูงสุดในหมู่เรากล่าวกับฉันก่อนวันออกเดินทาง ในวันนั้นอายุของเขาจะย่างเข้าปีที่หกสิบห้า นับว่าเป็นอายุที่มากสำหรับสิ่งมีชีวิตอย่างพวกเราที่มักจะอยู่ได้ไม่เกินสี่สิบปี ฉันเห็นแววตากังวลในนัยน์ตาที่ผ่านโลกมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีพื้นที่ใดใต้กระแสน้ำสีฟ้าครามนี้ที่เขาไม่เคยผ่านไป</p> <p>“วัฏจักรของชีวิตมันควรจะดำเนินต่อไป จะมีประโยชน์อะไรหากมีชีวิตอยู่ภายใต้การตายที่ไม่มีโอกาสให้กำเนิด” ฉันตอบสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกไป ความมืดคืบคลานมาอีกครั้งเป็นสัญญาณว่าวันเวลากำลังจะสูญสิ้นอีกหนึ่งวัน สิ่งนี้เร่งเร้าให้ฉันไม่ต้องการคำตอบจากใคร</p> <p>“พรุ่งนี้ฉันจะออกเดินทาง และหากมันสำเร็จก็ให้ถือเอาความสำเร็จนั้นเป็นของเผ่าพันธุ์เราด้วย” ฉันทิ้งท้ายความแน่วแน่นี้ไว้ให้ทุกคนก่อนจะปลีกตัวออกมาตามลำพัง การเดินทางครั้งสำคัญเริ่มต้นในเช้าของวันนั้นเอง</p> <p>ปลายทาง</p> <p>...เงินทองเทมา ราวห่าฝน คนภูเก็ต โรงแรม คอนโด ตึกอาคาร บ้านรีสอร์ท คนมาลงทุน เงินก็หมุนธุรกิจ เพลงบรรเลงแรง ไฟสาดแสง เซ็นเซอราวด์…….</p> <p>เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราว เมื่อผมร้องถึงท่อนสำคัญของเพลง ผู้ยืนอยู่เบื้องล่างส่งเสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความสะใจ หาดไม้ขาวเป็นอย่างนี้ทุกค่ำ นับตั้งแต่วันแรกที่เสาเข็มของเหล่านายทุนเจาะทะลุใจกลางแนวปะการังลงไป เพื่อสร้างรันเวย์สนามบินตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ</p> <p>หางตาผมเหลือบเห็นบุคคลบางกลุ่ม ที่ยืนสังเกตการณ์ห่างออกไปจากเวทีมาตั้งแต่ช่วงแรกของการแสดงใบหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อบทเพลงที่ผมขับร้องไปเมื่อครู่ พวกเขาคงไม่ชอบใจความของมันพอๆกับเสียงของผมที่ไม่มีทีท่าจะหยุดลงโดยง่าย เพลงเดิมๆ ถูกขับขานครั้งแล้วครั้งเล่า ผมส่งผ่านเสียงเพลงให้ดังออกไปเรื่อย ๆ หวังให้คลื่นทะเลนำพาคลื่นเสียงไปส่งให้ถึงใจกลางสมุทร ที่ที่เธอจะอยู่เพื่อรอฟังมันทุกค่ำคืน</p> <p>ต้นทาง</p> <p>คลื่นกระแสน้ำสั่นกระเพื่อมจนตัวฉันรู้สึกได้ อาจเป็นเพราะการเดินทางเข้าใกล้จุดหมายแล้วอีกหนึ่งขั้น การเดินทางออกจากแหล่งอาหารเป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน สะสมความเหนื่อยล้าและหิวโหยจนเกินพิกัดฉันเริ่มมองหาสิ่งที่จะนำมาประทังชีวิตให้อยู่รอด นึกถึงคำพูดของพ่อแม่ที่เคยเล่าช่วงชีวิตที่เกิดในยุคอาหารอุดมสมบูรณ์ทั่วทุกแห่ง ในขณะที่พวกรุ่นหลังอย่างฉันและคนอื่นๆ แทบจะไม่สามารถดำรงชีวิตออกจากแหล่งอาหารได้อีกเลย สิ่งเลวร้ายคืบคลานมาใกล้เผ่าพันธุ์ของเรามาทุกที ๆ แต่ไม่มีผู้ใดบอกได้เลยว่าใครในหมู่พวกเราที่จะถูกเรียกให้เป็น “ตัวสุดท้าย” และฉันจะไม่รอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น</p> <p>ปลายทาง</p> <p>ผมไม่เห็นเธออีกเลยนับตั้งแต่คืนนั้นในเดือนพฤศจิกายนในตอนนั้นผมยังคงเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบหกที่วิ่งเล่นบนหาดทรายด้วยความสนุก ไม่ใช่คนหนุ่มวัยยี่สิบที่มีสถานะเป็นแกนนำชุมชนต่อต้านโครงการขยายรันเวย์สนามบินลงไปในทะเลที่หาดไม้ขาวแห่งนี้ความรู้สึกคิดถึงเธอจบลงไปพร้อมกับเสียงเพลง ฝูงชนที่ให้ความสนใจทยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน นักท่องเที่ยวบางส่วนที่พลัดหลงเข้ามาถูกพนักงานตามกลับไปยังโรงแรม เหลือไว้แต่ผู้ชุมนุมบางส่วนที่จับกลุ่มคุยกันถึงเป้าหมายในวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ชายหาดไร้ความสนใจ ความเคลื่อนไหวบางอย่างก่อตัวขึ้นในหมู่ผู้สังเกตการณ์ที่ห่างออกไปไม่กี่เมตรพวกเขาขยับเข้ามาใกล้เวทีขึ้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีระยะห่างจากพวกผมและคนเรานั้นก็แคบลงเกินกว่าคนจะลอดผ่านไปได้</p> <p>ต้นทาง</p> <p>วัตถุสีขาวลอยมาตามกระแสน้ำ ผ่านหน้าฉันไปอย่างรวดเร็วใช่แล้ว! สัญชาติญาณบอกกับฉันทันทีว่ามันคือ อาหาร ฉันหันหลังกลับทิ้งเส้นทางสู่จุดหมายชั่วคราว เพื่อหันมาจัดการกับเจ้าสิ่งนั้น ติดแต่มันว่องไวกว่ามาก มันลอยไปตามกระแสน้ำและทิศทางคลื่นราวกับว่ามันไม่ต้องออกแรงใดใดในการเคลื่อนตัว ยิ่งคลื่นแรงเท่าไหร่ การจะเข้าใกล้ถึงตัวมันยิ่งยากขึ้นเท่านั้น เรี่ยวแรงที่อ่อนล้าจากการเดินทางมาทั้งหมดทำให้ฉันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเป็นผู้ล่าในครั้งนี้ หากแต่โชคยังคงเข้าข้างอยู่บ้างเมื่อกระแสน้ำข้างหน้านำมันกลับมาสู่ฉันอีกครั้งฉันงับมันเอาไว้ได้อย่างพอดิบพอดี ไม่รอให้กระแสน้ำมาพรากไปอีก และกัดกินกลืนมันสู่ท้องอย่างรวดเร็ว</p> <p>ระหว่างทาง ๑</p> <p>“การก่อสร้างจำเป็นต้องเกิดขึ้น พวกคุณขัดขวางการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไม่ได้หรอก”หนึ่งในคนเหล่านั้นกล่าวกับผม ด้วยเสียงแข็งกร้าว</p> <p>“แต่เศรษฐกิจของพวกคุณ ขัดขวางการเจริญเติบโตของธรรมชาติ” ผมสวนไปทันควัน ไม่ใส่ใจที่จะนำข้อมูลทางวิชาการที่ผมเพียรพร่ำบอกกับหน่วยงานต่างๆ มาเป็นระยะเวลากว่าสามเดือนมาใช้โต้เถียงกับคนเหล่านี้ ไม่มีทางที่พวกเขาจะเข้าใจการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดจากการถมทะเลหรือการเปลี่ยนแนวของกระแสคลื่นที่จะสร้างผลกระทบให้กับสัตว์ทะเลหรอก</p> <p>“หาดสนามบินจะเป็นจุดขายให้กับนักท่องเที่ยว คนมา งานก็จะมา ครอบครัวของคุณทุกคนก็จะมีงาน ไม่ต้องออกหาปลาไปจนตาย”<br />“หาดสนามบิน” ผมทวนคำพูดของพวกเขาอีกครั้ง หัวใจกระตุกวูบไหวด้วยความเกลียดชัง หาดสนามบินนั้นหรือ พวกเขาเปลี่ยนชื่อหาดตั้งแต่โครงการยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ</p> <p>“ที่นี่จะเป็นหาดไม้ขาว ไม่ใช่เพื่อคนไม้ขาว แต่เพื่อคนทั้งโลก ต่อให้พวกคุณขยายรันเวย์ขึ้นไปบนอากาศ ถ้ามันทำลายเส้นทางของนกกระจอกที่บินผ่านมา ผมก็จะบินขึ้นไปให้สูงกว่าเพื่อทำลายมัน” สุดเสียงตะโกนชาวบ้านโห่ร้องด้วยความชอบใจ ทุกคนที่นี่รู้ว่าการต่อต้านไม่ได้เป็นไปเพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้ตนเอง ธรรมชาติผู้บริสุทธิ์ต้องการใครสักคน เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการปกป้องเขา</p> <p>“หาดไม้ขาว หาดไม้ขาว หาดไม้ขาว!!” เหล่าผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง กลุ่มคนนอกผงะถอยด้วยความตกใจ พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวาย แต่สายไปเสียแล้ว ท่าทางของพวกเขาเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ความอดทนที่สะสมมาตลอดการต่อต้านสิ้นสุดลง การปะทะของคนสองกลุ่มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหมัดต่อศอก จากศอกต่อเข่า จากเข่าต่อเท้า แล้วความวุ่นวายก็สลายไปหลังปืนของใครบางคนส่งเสียงร้องคำราม ปล่อยกระสุนฝังร่างผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในในวงจลาจล</p> <p>ระหว่างทาง ๒</p> <p>เศษสิ่งของจากมนุษย์เริ่มลอยมาปะทะร่างแทนกระแสน้ำ เชือกเส้นใหญ่ลอยผ่านใบหน้า ฉันรู้สึกเสียวแปลบที่ขาขวา ประสบการณ์เมื่อสี่ปีก่อนสอนให้ฉันรู้ว่า วัตถุที่เป็นเส้นยาวเหล่านี้สามารถรัดขาของพวกเราจนพิการได้ น่าเศร้าที่การกลับมาในปีนี้สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย หากแต่จะเพิ่มปริมาณและสรรพสิ่งที่พวกเขาตั้งใจโยนให้บ้านของพวกเราก็มีหลากหลายขึ้นไปทุกที ความเจ็บปวดจากการปะทะกับสิ่งเหล่านั้นมาพร้อมกับความรู้สึกจากช่องท้องที่เริ่มบิดเกลียว เป็นสัญญาณว่าผู้โดยสารของฉันก็พร้อมจะออกมาเดินทางเหมือนกัน <br />“เย็นไว้เด็ก ๆ” ฉันพูดกับตัวเอง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ก็สร้างความกังวลขึ้นมาไม่น้อย มันเจ็บปวดเกินกว่าครั้งที่ผ่านมา และจุดที่สร้างความเจ็บปวดนั้นก็ดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอวัยวะที่ทำหน้าที่ให้กำเนิดเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางจำเป็นต้องไปต่อ เสียงคลื่นของหัวใจยังคงเรียกร้องบอกกับฉันว่าจงไปให้ถึง</p> <p>กระแสน้ำพาฉันมาใกล้บ้านเกิดขึ้นทุกที ๆ ฉันถือกำเนิดที่นี่ บนชายหาดของเกาะหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย ในบรรดาไข่ทั้งร้อยยี่สิบฟอง มีเพียงสามฟองเท่านั้นที่ได้อยู่รอดกลับไปและฉันเป็นหนึ่งในนั้น ธรรมชาติกำหนดให้เราต้องกลับมาวางไข่ในที่เดิมทุกปีๆ แต่นับจากปีที่จำนวนของพวกเราลดลงไปอย่างน่าใจหาย แหล่งอาหารก็หายากเกินไป และต้องเผชิญอันตรายจากสิ่งประดิษฐ์คิดสร้างของมนุษย์ ทำให้พวกเราเริ่มฝืนกฎของธรรมชาติ นั่นอาจนำมาสู่คำที่พวกเราไม่อยากได้ยิน “การสูญพันธุ์”</p> <p>จุดแวะพัก ๑</p> <p>เสียงปืนสร้างความตื่นตกใจให้กับแขกผู้มาเยือน กลุ่มคนเหล่านั้นหายไป ทิ้งไว้แต่ร่างของพ่อที่มีร่องรอยกระสุนอยู่บนหน้าอก หลายต่อหลายปีที่หัวใจของชายคนนี้ถูกย่ำยีจากเพื่อนมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุเพียงเพราะเขายืนอยู่ข้างเดียวกับท้องทะเล พ่อเจ็บปวดทุกครั้งยามบ้านในชุมชนหายไปทีละหลังสองหลังแล้วถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ สิ่งนั้นพาผู้คนเข้ามา แล้วก็จากไป แต่ที่คงเหลือเอาไว้ คือขยะมหาศาลและร่องรอยการทำลายทรัพยากรใต้ท้องทะเล วันแรกที่เสาเข็มของโครงการขยายรันเวย์ถูกปักลงใจกลางมหาสมุทร สร้างความเจ็บปวดราวกับปักลงใจกลางหัวใจพ่อ และในครั้งนี้ผมก็ภาวนาให้หัวใจพ่อด้านชาขึ้นอีกสักครั้ง เพื่อต่อสู่กับฤทธิ์ของลูกตะกั่วเหล็กที่เข้ามาอาศัยในร่างใต้เสื้อลายทางตัวโปรดของพ่อ</p> <p>“ปลอดภัย” เสียงประกาศสั้นๆ ออกจากปากแพทย์ที่ทำการผ่าตัดพ่อ เขาบอกเหตุผลในภายหลังว่ากระสุนไม่ได้ตัดผ่านจุดอันตรายเข้าไป แม่และพี่น้องคนอื่นๆ มานอนเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลในคืนนั้นทันทีในขณะที่ผมเลือกที่จะกลับบ้านความรู้สึกผิดและสับสนเกิดขึ้นกับผมตลอดทาง หรือจะจริงอย่างที่โบราณว่า อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง <br />“ถ้าลูกเดินหน้าต่อไป ลูกอาจไม่ปลอดภัยกลับมา” พ่อย้ำผมในวันที่ผมตัดสินใจจะออกไปเป็นแกนนำ ในวันนั้นอายุของพ่อจะย่างเข้าปีที่หกสิบห้า ผมเห็นสายตากังวลที่ฉายชัดในรอยเหี่ยวย่น แม้พ่อจะคัดค้านแต่ใจพ่อก็รักทะเลยิ่งกว่าใคร</p> <p>“วัฏจักรชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป จะมีประโยชน์อะไรหากต้องใช้ชีวิตภายใต้การทำลายธรรมชาติ” ผมพูดเสียงเรียบเพื่อย้ำให้พ่อเห็นถึงความตั้งใจ หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเสียงคัดค้านใดใดจากปากพ่ออีกเลย</p> <p>หาดทรายเป็นสิ่งเดียวที่โอบรับทุกความเจ็บปวดของผม ผมปล่อยเท้าเปลือยเปล่าได้สัมผัสกับทรายเนื้อละเอียด หากวันนี้ยังคงเหมือนวันนั้น ธรรมชาติคงบำบัดทุกความเจ็บปวดของผมให้หมดไปโดยไม่ต้องคอยระแวดระวังว่าใครจะมาลอบทำร้ายอีก ผมกวาดสายตาไปทั่วหาดทรายสลับกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า ดวงดาวออกมาแข่งแสงกันระยิบระยับ แต่กลับต้องพ่ายให้กับแสงไฟจากโรงแรมและรีสอร์ทหรูนับร้อยหลังที่อยู่บนที่ดินแห่งนี้ ชายหาดที่เคยผมรู้จัก ถูกถมทับด้วยกองดินกองแล้วกองเล่า หากผมคำนวณรายได้จากการที่คนเหล่านี้หยิบยื่นก้อนเงินเพื่อให้ผมล้มเลิกการต่อต้านกิจการต่างๆที่รุกรานท้องทะเล ผมคงสามารถเปิดกิจการเล็ก ๆ สักกิจการบนหาดแห่งนี้เคียงคู่กับพวกเขาได้เลย <br />ถุงพลาสติกสีขาวขนาดใหญ่ปลิวมาสงบนิ่งแทบเท้าผม สัมผัสที่เปลี่ยนไปปลุกให้ผมกลับมาสู่ห้วงขณะปัจจุบัน ผมทิ้งคำพูดของพ่อไว้ในความทรงจำอีกครั้งก่อนจะเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมา “เก็บเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด” ผมรำพึงกับตัวเองเบาๆ นึกเล่นๆ ว่าหากขัดขวางโครงการนี้ไม่สำเร็จก็จะย้ายหนีจากที่แห่งนี้ ผมคงทำใจไม่ได้ที่จะเห็นชายหาดที่ผมรักเปลี่ยนไป แล้วภาพเธอก็ผุดมาอีกครั้งในความคิดผม เธอจะกลับมาไหม หากที่นี่ไม่เหมือนเดิม</p> <p>จุดแวะพัก ๒</p> <p>อาการเจ็บปวดในช่องท้องทวีความรุนแรงมากขึ้นๆจนลามมาถึงช่วงลำคอ ฉันรู้สึกถึงความบีบรัดที่มันเริ่มรีดเอาลมหายใจให้ขาดห้วงไปเป็นระยะ ๆ ก่อนที่ปลายครีบหนึ่งข้างจะสัมผัสกับผืนทราย ทำให้ฉันรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ถึงจุดหมายแล้ว ฉันสูดเอาสัมผัสสากหยาบนี้ไว้เต็มกาย ก่อนจะกระเสือกกระสนขึ้นไปบนฝั่ง สองครีบตะเกียกตะกายขึ้นไปบนทรายเพื่อหาจุดที่เหมาะสม ทันทีที่ได้ขึ้นมาจากน้ำ ได้มองภาพทุกอย่างเต็มตา ก็พบว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่เดิมเมื่อสี่ปีก่อนอีกต่อไป ฉันไม่เคยหลงทาง แต่บ้านกลับไม่หลงเหลือเค้าเดิม</p> <p>ความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดประเดประดังเข้ามากระทบใจฉันไม่ต่างจากคลื่นที่สาดกระทบโขดหิน เพียงแต่ฉันไม่มั่นใจเสียแล้วว่า จิตใจของฉันจะแข็งแกร่งเช่นหินนั่นไหม น้ำตาอุ่น ๆ ไหลอาบลงสองข้างแก้ม ความพยายามทั้งหมดแทบจะสูญสลาย โอ้หาดทรายขาวที่เคยกะเทาะเปลือกคลานออกมาดูโลก ถูกแทนที่ด้วยปูนหนาเป็นแผ่นกว้าง ร่องรอยของเหล่าพี่น้องที่เคยร่วมกันขึ้นมาวางไข่พร้อมกัน ก็ถูกทับถมด้วยสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์</p> <p>ไม่มีเวลาอีกแล้ว ลมหายใจของฉันเริ่มติดขัดแม้จะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็รับรู้ได้ว่ามันเป็นลางบอกเหตุร้ายที่กำลังจะตามมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันยังคงต้องทำหน้าที่ต่อ ลูกๆ กำลังรอที่จะออกมาดูโลก โลกใบใหม่ที่ไม่ใช่ใบเดิมที่ฉันเกิดฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะกุยทรายจนเป็นหลุมขนาดใหญ่พอที่ฉันจะลงไปได้ความเจ็บปวดกำลังคืบคลานไปทั่วทั้งร่าง สองครีบที่อ่อนล้าเต็มทีทำหน้าที่พาฉันไปในหลุม สิ่งที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่ค่อย ๆ กลืนหายไปในอากาศทีละนิด ๆ ร่างกายฉันหนักอึ้งจนไม่สามารถขยับได้ ลมหายใจแผ่วเบาจวนจะหยุดลง จนในที่สุดบันทึกการเดินทางของฉันก็มีอันต้องจบก่อนเวลาอันควร ลมหายใจสุดท้ายได้บอกลาฉันไปทันทีโดยที่ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ผู้ให้กำเนิดเลย หลุมที่ฉันขุดให้เป็นเสมือนเบาะรองเพื่อรับชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น คงไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อีก หลุมนี้คงทำหน้าที่ได้เพียงรองรับชีวิตฉันที่กำลังจะจมหายไปในพื้นทรายแห่งนี้ บ้านที่ฉันเกิด คงต้องเป็นที่สุดท้ายให้พื้นทรายฝังร่างฉันไว้ตลอดกาล</p> <p>จุดนัดพบ</p> <p>มือใหญ่ที่ถูกสวมทับไว้ด้วยถุงมือยาง ค่อยๆ ใช้คีมคีบถุงพลาสติกสีขาวขุ่นออกมาจากช่องท้อง ความใหญ่ของมันห่อหุ้มกระเพาะอาหารของเจ้าของร่างไว้ทั้งหมด ส่วนปลายซึ่งน่าจะเป็นหูหิ้วเกาะเกี่ยวพันลำไส้เล็กเอาไว้ เขาเกือบอนุมานเอาแล้วว่าเธอขาดอาหาร หากไม่พบเจอเข้ากับเศษพลาสติกชิ้นเล็กมากมายที่อุดตันอยู่ในหลอดลมเสียก่อน</p> <p>“ไม่รอด” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนจนเกาะกุมเข้าไปในความรู้สึกคนฟัง</p> <p>“หมดทั้งร้อยกว่าฟองเลยหรือ” ผมถามเขาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเขายืนนิ่ง หลุบตาลงต่ำ ถอนหายใจเฮือกใหญ่จนคาดเดาไม่ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับชะตากรรมของเธอ</p> <p>“แม่ตาย ยังไงลูกก็ต้องตาย” เขาตอบเสียงเรียบ เสมือนหัวใจชาชินกับเรื่องเหล่านี้เสียแล้ว ก่อนจะสั่งให้ชาวบ้านช่วยกันยกร่างของเธอไปฝัง</p> <p>“เธออาจเป็นตัวสุดท้าย” ประโยคสั้นๆ หลุดจากกปากผมด้วยความเสียใจ ข่าวการหายไปของเธอสร้างความสิ้นหวังให้ผมมาตลอดเวลาสี่ปี ทว่าการกลับมาครั้งนี้ ไม่ต่างจากการฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ที่ไม่มีคนดูจะให้กล่าวโทษความเขลาของเต่าตัวนี้หรือที่ไม่สามารถแยกแยะแมงกะพรุนกับถุงพลาสติกได้หรือจะให้กล่าวโทษความดื้อด้านของเต่าตัวนี้ที่หวนคืนกลับถิ่นฐานบ้านเกิดที่ไม่มีวันหยุดนิ่งรอพวกมัน</p> <p>เหล่าชาวบ้านช่วยกันฝังร่างของเธอไว้ที่หลุมทรายที่เธอขุดไว้ ชาวบ้านบางส่วนเริ่มสวดมนต์แผ่เมตตาเสียงนั้นดังระงมเคล้าเสียงเครื่องจักรจากโครงการที่ยังคงดังแว่วมาเป็นระยะๆ ดอกไม้ถูกปักลงไปบนเนินทรายที่ฝังเธอโดยฝีมือพวกเด็กๆ มันถูกปักลงไป พร้อมๆกับเสาเข็มต้นใหม่ที่เจาะลงไปในทะเลอีกครั้ง</p> <p>น้ำทะเลลดลงถอยห่างออกจากฝั่งไปทีละน้อยมันเกิดขึ้นพร้อมกับความสั่นสะเทือนบางอย่างที่ก่อตัวใต้ผืนทรายใต้ร่างที่เธอนอนหลับใหลลึกลงไปยังใจกลางโลก ลูกทะเลทุกคนรับรู้อาการความผิดปกตินี้ หากแต่พวกเขารู้ว่ามารดาไม่เคยทำร้ายลูกผมยิ้มให้กับผู้ร่วมชะตากรรม สายตาทุกคนจับจ้องออกไปไกลยังจุดก่อสร้างรันเวย์กลางทะเล <br />เสียงหวอดังขึ้นกึกก้องไปทั่วบริเวณ</p> <p>...เงินทองเทมา ราวห่าฝน คนภูเก็ต โรงแรม คอนโด ตึกอาคาร บ้านรีสอร์ท คนมาลงทุน เงินก็หมุนธุรกิจ เพลงบรรเลงแรง ไฟสาดแสง เซ็นเซอราวด์</p> <p>เกาะสะท้าน หาดสะเทือน เกาะสะท้าน หาดสะเทือน เต่ามะเฟือง ไม่กลับมา ไต่ลงไป ไต่ลงไป เต่ามะเฟืองไม่กลับมา เต่ามะเฟืองไม่กลับมา</p> <p>ขอหาดไม้ขาว ให้เต่ามะเฟือง ขอหาดไม้ขาว ให้เต่ามะเฟือง ขอหาดไม้ขาว ให้เต่ามะเฟือง ขอหาดไม้ขาว ให้เต่ามะเฟือง</p> <p>...</p> <p>เสียงเพลงดังก้องในโสตประสาทของผมตอนที่คลื่นลูกใหญ่ใกล้เข้ามา</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/จุดนัดพบ/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span class="_5afx"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></a></span> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></strong></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><strong><br /></strong></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><em><span><br /></span></em></span></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '11', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-23 14:48:46', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-23 14:48:46', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/บล็อก/จุดนัดพบ/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '102', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '3883', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '11', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'สิ่งแวดล้อม', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นสิ่งแวดล้อม', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 6 => array( 'Content' => array( 'id' => '101', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'โขง ชี มูล บ่สูญจากโลกนี้ : โดย อมรศักดิ์ ศรีสุขกลาง ผลงานประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชน', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">แม่น้ำสามสายเรียกชื่อต่างกันว่า โขง ชี มูล แกยังเคยได้ฟังหมอลำนกน้อย อุไรพร ร้องลำไว้ในเพลง ลำนำพิณแคน....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">เรื่องราวที่สะท้อนความรู้สึกของพ่อใหญ่ปาน</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">ผู้ซึ่งพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติมาหลากหลายด้าน</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span> จากอมรศักดิ์ ศรีสุขกลาง เรื่อง <span>"โขง ชี มูล บ่สูญจากโลกนี้"</span></span><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span><span><br /></span></span></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span><span><br /></span></span></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span><span><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/โขง_ชี_มูล/795x567.jpg" alt="" width="80%" /> <br /></span></span></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span><span><br /></span></span></span></em></p> <p>ในฟ้าบ่มีน้ำ<br />ในดินซ้ำมีแต่ทราย<br />น้ำตาที่ตกราย <br />ก็รีบซาบบ่รอซึม...<br />(นายผี.อีศาน,2494)</p> <p>พ่อใหญ่ปานมีบ้านอยู่ในชุมชนลาวลุ่มน้ำโขง แกอพยพมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่จนไม่ทราบเค้าเหง้าตระกูลดั้งเดิมว่ามีตำแหน่งแห่งที่ก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์อยู่ตรงไหน เมื่อยังเด็กน้อยก็รู้ว่าปู่พาขี่คอเดินออกจากป่าดงพงไพรหนึ่งไปรื้อถางเขาอีกลูกหนึ่ง มาถึงพ่อก็แบกจอบแบกพร้าเดินตามหลังพ่อ(ของพ่อ)จากเขาอีกลูกหนึ่งไปสู่ป่าอีกดงหนึ่ง จนกระทั่งตัวแกเองก็เคยพาลูกจากป่าดอนมาหาที่ลุ่มแห่งใหม่ แต่ยุคเฒ่าปานนั้นคงนับว่าสิ้นสุดการเดินทางอพยพแน่นอนแล้ว ด้วยว่าบ้านเมืองมีผู้คนมาก กฎบ้านหมายเมืองก็เคร่งครัดรัดกุม ยิ่งมีการให้เอกสารครอบครองแผ่นดินก็จบสิ้นการเดินทาง เมื่อคนเรายึดว่าสิ่งใดเป็นของตัวแน่แท้แล้ว ก็ย่อมไม่อาจพรากจาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผืนแผ่นดิน ที่มักได้ยินได้ฟังผ่านหูอยู่เสมอว่าคนหลายคนก่อสงครามเพื่อแย่งชิงกันเข้าครอบครองมัน</p> <p>พ่อใหญ่ปานได้รับคำสั่งสอนมาแต่รุ่นปู่แล้วว่า ไม่ว่าจะอพยพโยกย้ายถ่ายเทไปทางใด ให้มองหมายเอาแม่น้ำเป็นตัวตั้ง ถ้าใกล้น้ำมากนักมักน้ำท่วมทำการเพาะปลูกก็จะเสียหาย ครั้นห่างไกลแม่น้ำเกินไปก็มักแห้งแล้งเพาะปลูกข้าวกล้าไม่ได้กินอิ่มท้อง ต้องเลือกที่ทางที่พอดีพอสม หมายสำคัญให้อิงแม่น้ำโขงหรือลำน้ำมูลไว้เป็นหลัก ปู่ย่าตายายสอนสั่งเอาไว้ แม่น้ำสามสายไม่สิ้น คนอีสานบ่มีวันอดตาย</p> <p>แม่น้ำสามสายเรียกชื่อต่างกันว่า โขง ชี มูล แกยังเคยได้ฟังหมอลำนกน้อย อุไรพร ร้องลำไว้ในเพลง ลำนำพิณแคน ว่า</p> <p>“แมงกินูนยังบินหากินใบไม้ แม่น้ำสามสายยังไหลมารวมกัน น้ำโขง ชี มูล บ่สูญจากโลกนี้ ยังเป็นสายนทีหล่อเลี้ยงลูกหลาน ยังปลาบ้อนตามสายน้ำลำธาร แผ่นอีสานบ่สิ้นตำนานหมอลำ”</p> <p>แกยังนึกชมคนแต่งว่าช่างแต่งได้เหมาะเจาะเหลือเกิน เมื่อถ่ายทอดผ่านเสียงกังวานหวานใสของนกน้อยแล้วก็ยิ่งเป็นเพลงไพเราะเสนาะโสตที่สุดแล้ว</p> <p>ชั่วชีวิตพ่อใหญ่ปานนั้นได้พบเห็นมาหมดแล้ว ทุกด้านที่ธรรมชาติให้ผลแก่มนุษย์ ทั้งคุณและโทษ ทั้งหนาว แล้ง น้ำท่วม ความอดอยากแสนเข็ญ ทั้งไข้ป่าและสารพัดสัตว์ นับแต่ป่ายังไม่แปน และทุ่งกุลายังไม่เขียว จนถึงยามป่าใหญ่กลายเป็นสวนยาง และทุ่งกุลาปลูกข้าวโด่งดังไปทั่งเมือง แกได้รู้ได้เห็น สมัยน้ำท่วมข้าวเสียหายไม่ได้ผลผลิต ก็แกนั่นเองที่นำขบวนชาวบ้านกู่ตาเพ็งจับเอาปลาในลำน้ำโขง และตามที่น้ำท่วมพามาค้างแอ่งในทุ่งนา เอามาทำปลาร้าแล้วแบกคอนไหไปหาแลกข้าวแถบแถวทุ่งกุลามาไว้กิน นับแต่เดินเท้าแลกข้าวจนถึงสมัยนี้ที่มีรถกระบะขนปลาร้าใส่ท้ายรถไปหาขายตามหมูบ้านที่ไกลจากแม่น้ำสะดวกสบายกว่าแต่ก่อน นับแต่จับปลาในลำโขง ยันเอาปลามาเลี้ยงในกระชังริมแม่น้ำโขง</p> <p>บรรดาความเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาพ่อใหญ่ปานไปอย่างรวดเร็ว</p> <p>“เสียงอิหยังกุกๆ กักๆ ทางหลังเฮียนบักหล่า”</p> <p>“พ่อใหญ่ปานเราเฮ็ดหยังบุ๊!”</p> <p>“ไปเบิ่งลาวแน ลางเทียเป็นลมเป็นแล้ง” เสียงแม่ใหญ่หาบอกให้ลูกชายไปดูพ่อใหญ่ปานคู่ชีวิต ที่อยู่กันมากว่าห้าสิบปี</p> <p>บุญก่อเดินไปหลังบ้านตามคำสั่งแม่ เห็นผู้เป็นพ่อกำลังค้นหาของอยู่ใต้ถุนยุ้งฉาง “เจ้าหาหยังพ่อ?”</p> <p>“หาแห กูว่าสิไปหว่านแห เผื่อสิได้มาเฮ็ดปลาแดก” พ่อใหญ่ป่านหมายถึงปลาร้าในภาษาถิ่น</p> <p>“เฒ่าแล้วกะสิหาแต่แนวเฮ็ด คือบ่อยู่ซือๆ อยากกินกะให้บักเจมส์ไปซื้อมาให่”บุญก่อพูดถึงลูกชายชื่อเจมส์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานพ่อใหญ่ปาน</p> <p>“กะให้กูได้ขยับโตแน ปลาแดกตลาดมีแต่ปลาเลี้ยง มันบ่แซบคือปลาเฮาหาดอก”</p> <p>“มันสิไปดึกน้ำตายซือๆ น้าพ่อใหญ่” บุญก่อกลัวพ่อจะไปจมน้ำตาย</p> <p>“อย่ามาหาเว่าอัปมงคลเด้อบักนี่ สิไปไสกะไป กูสิหาเฮ็ดเองดอก” พ่อใหญ่ปานดุลูกชายแล้วก็หันไปคุ้ยแหในถังสีที่ใต้ถุนฉางอยู่กุกกัก</p> <p>บุญก่อเดินกลับออกมาแล้วตะโกนรายงานแม่ จากนั้นก็เบี่ยงไปทางสุ่มไก่ เอาไอ้ทอง ไก่ชนตัวเก่งออกมาเช็ดน้ำ</p> <p>พ่อใหญ่ปานแบกแหออกไปจากบ้านมุ่งสู่ริมแม่น้ำโขง ระยะทางจากบ้านสู่แม่น้ำโขงไกลพอสมควร แกค่อยๆ เดินไปพลางหยุดพักเหนื่อยพลางไปตามทาง</p> <p>เมื่อแกเดินมาอีกหนึ่งเหนื่อยใหญ่ๆ ก็ถึงยางนาต้นหนึ่งที่เป็นต้นไม้ประจำหมู่บ้าน มีอายุยาวนาน ยืนผ่านกาลเวลาและการไถทิ้งมาได้ แกเห็นยางนาต้นนี้มาตั้งอพยพเข้ามาอยู่ใหม่ๆ เมื่อครั้งชาวบ้านแห่กันตัดและไถทิ้งต้นไม้ตามทุ่งตามคันแทนา แกก็ยังนึกเป็นห่วงมัน ตัวแกเองคงห้ามเจ้าของที่ตัดมันทิ้งไม่ได้ และถ้าหากว่ามันจะหายไป แกก็คงใจหายไม่น้อย โชคยังดีที่มันอยู่ปลายนาหน่อย และต้นใหญ่เป็นร่มเงา เจ้าของที่เลยเอาไว้เป็นร่มหลบพักดูรถไถรถเกี่ยวทำงาน</p> <p>พ่อใหญ่ปานเดินเลี่ยงต้นยางนาเข้าไปหลบในแดดร่มฉำฉาใหญ่ตรงโคกปลายนา วางกระสอบปุ๋ยที่ใส่แหมาลงบนดินแข็งๆ แก ล้วงเอาขวดน้ำออกจากย่ามมาดื่มอึกใหญ่ แล้วทรุดนั่งลงไปข้างๆ กระสอบใส่แห</p> <p>“ดินก็แน่นกว่าเก่า ป่าก็แปนเอิดเติด” พ่อใหญ่ปานบ่นกับตัวเอง ภาพเบื้องหน้าเป็นท้องทุ่งนาแสนไกล หลายปีต่อเนื่องกันมานี้ ปีทั้งปีนาไม่ว่างจากต้นข้าว แม่ธรณีไม่เคยได้พักผ่อนจากการให้ธาตุอาหารแก่ต้นข้าว แม่โพสพไม่เคยได้พักจากการผลิตน้ำนมกลั่นเป็นเมล็ดข้าว รถไถ รถเกี่ยวสลับกันย่ำเหยียบดินทั้งปีไม่เคยหยุดไม่เคยหย่อน ป่าโคกที่คอยเป็นแหล่งอาหารก็ถูกรุกรานไปเรื่อยๆ เพราะกับข้าวทั้งหลายหาซื้อได้ในตลาด ขอแต่มีเงินมีคำก็สามารถหาได้โดยง่ายดาย ยิ่งมองไปแกยิงหวนนึกถึงอดีต ภาพตั้งแต่ครั้งอพยพมาปักหลักทวนฉายรายเรียงในทรงจำของชายชรา แกคิดจนเหนื่อย และเพลีย จึงค่อยเอนตัวลงนอน มองไปบนกิ่งก้านสาขาของฉำฉาที่แตกออกไปทั่วสารทิศ บางกิ่งมีนกน้อยเกาะอยู่ สักพักนกตัวนั้นก็กระโดดเล่นไปตามกิ่งฉำฉา ส่งเสียงร้องจิ๊บจิ๊บ แกพลันนึกถึงหมอลำสุดที่รักของแก นกน้อย อุไรพร เสียงหวานปานนกน้อย เพลงแจ้งเกิดหมอลำสาวสุดรักของแกคือเพลง “นกจ๋า” เสียงหมอลำนกน้อยสมัยนั้นหวานใสหาใครจะเปรียบปานได้ แม้ทุกวันนี้จะแก่ไปบ้างแล้วก็ตาม เสียงยังไพเราะไม่มีตก พอคิดมาถึงตรงนี้เนื้อเพลงที่ติดหูก็ผุดขึ้นมาให้แกฮำเล่น “น้ำโขงชีมูลบ่สูญจากโลกนี้ ยังเป็นสายนทีหล่อเลี้ยงลูกหลาน”</p> <p>แม่น้ำโขงสืบตำนานสายธารมานานยาว บ้านเมืองและผืนป่าสองฟากฝั่งชุ่มเย็นเป็นสุข พ่อใหญ่ปานเเละผู้คนอีกมากมายมหาศาลในแดนล้านช้าง ล้านนา สยาม จีน และเขมรได้เชื่อถือศรัทธา มหานทีแห่งนี้บ่มีวันแห้งเหือดหาย เพราะเป็นอกธารอันพระยาศรีสุทโธนาคราชได้ทอดกายขุดไว้ให้มนุษย์ทั้งหลายใช้ดื่มกินไม่มีหมดสิ้น เป็นทรัพยากรวิเศษศักดิ์สิทธิ์ ภาพที่ประจักษ์เบื้องหน้าพ่อใหญ่ปานเพลานี้คือมหานทีที่กว้างยาวสุดจะประมาณ เห็นแล้วชุ่มชื่นรื่นเริงหัวใจของชายชรานิ่งนัก ริมฝั่งแม่น้ำโขงมีปลาบ้อนบุบบับตื่นตา พ่อใหญ่ปานหัวใจเต็มตื้น มื้อนี้คราวนี้จะได้ปลาตามธรรมชาติรสชาติอร่อยเอร็ดด้วยมันได้เพียรว่ายน้ำจนปราศจากไขมัน เนื้อไม่ปนเปื้อนอาหารสารเคมีที่เขาเร่งเลี้ยงจนเติบโต แกค่อยก้าวเดินไปหาแม่น้ำใจนั้นนึกอยากวิ่งเข้าไปให้ถึงริมฝั่งแล้วรีบหว่านแหออกไปกลางน้ำที่ปลาบ้อนบุบบับล่อตาใจ แต่กายกลับไม่ไปตามใจปรารถนา แกรูสึกว่าทำไมหนอมันช่างยืดยาดเหลือเกิน แกฝืนจะวิ่งแต่กลับกลายเป็นตะเกียกตะกายไปช้างหน้า ชั่วขณะที่ทะยานทั้งคลานทั่งพุ่งไปนั้น เฒ่าชราพลันตื่นขึ้นมาจากความฝัน</p> <p>พ่อใหญ่ปานรู้ตัวว่ายังนอนใต้ร่มไม้ฉำฉาอยู่ก็รู้สึกเสียดาย พลันฮึดฮัดขัดใจเหลือประมาณ ด้วยว่าใจแกนั้นปรารถนาจะไปชมความอุดมสมบูรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของมหานทีสีขุ่นอันคุ้นเคยเหลือเกินแล้ว แกรีบลุกขึ้นพลางคว้าเอาย่ามสะพายขึ้นบ่า แล้วยกกระสอบปุ๋ยใส่แหขึ้นแบกเดินออกจากร่มไม้ มุ่งสู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง</p> <p>พอแต่เปิดผ้ากั้น*…</p> <p>เฒ่าชราตาปานผู้หอบเอาความหวังและความชุ่มชื่นใจปานรดด้วยน้ำโขงนั้นก็พลันละห้อยใจเหี่ยวแห้ง ทรุดลงคุกเข่ามองพื้นดินทรายเบื้องหน้าด้วยความตกใจและพิศวงงงงวยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น</p> <p>ช่างเป็นวันกาลีอัปรีย์เหลือหลาย นี่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่เล่า แม่น้ำโขงที่เราเชื่อเสมอมาว่าไม่มีวันแห้งเหือดกลับมลายหายเหลือดินทรายและโขดเขินระดะดาษปานภาพวาดที่ไม่เคยพบเคยเห็น</p> <p>“มันเกิดอีหยังขึ้นหนอ พ่อปู่ศรีสุทโธนาคราช แม่ย่าศรีปทุมมาเอ้ย มันคือมาเป็นจังซี่” ตาเฒ่าชราคร่ำครวญในอกอยู่แต่ผู้เดียว “ถึงแม่โขงยังเหือดแห้งได้ ชีวิตเฮาทั้งหลายสิเหลืออยู่ไปโดนนานปานได๋น้อ”</p> <p>พ่อเฒ่าเดินกลับบ้านอย่างละห้อยละเหี่ย</p> <p>“อิพ่อๆ เจ้าเบิ่งนี่ๆ” ไอ้เจมส์วิ่งชูสมาร์ทโฟนหรามาหาบุญก่อที่กำลังให้น้ำไก่</p> <p>“อิหยังบักเจมส์?”</p> <p>“เบิ่งๆ ข่าวเฟสบุ๊คเข้าว่า ประเทศจีนปิดเขื่อน แม่น้ำโขงแห้งเหลือแต่ดินทราย พี้มีรูปๆ พี้ๆ เจ้าเบิ่งๆ”</p> <p>“ปาด!ขนาดน้ำโขงตาปีตาชาติบ่เคยแห้ง เจ๊กนี่มันแน่นอนอิหลี”</p> <p>“ซั่นแหลว เบิ่งบาดนี่คั่นเขาบ่ปล่อยน้ำมา ไก่เจ้าตายเบิดแน่นอน”</p> <p>“มึงกะเว่าโพดโพเนาะบักเจมส์!”</p> <p>บุญก่อดุลูกชายพลางโบกมือไล่ให้ลูกออกไปห่างๆ แล้วตนเองยังคงเช็ดน้ำให้ไก่ชนไปดุจดังว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น.</p> <p>หมายเหตุ *พอแต่เปิดผ้ากั้น... เป็นท่อนเปิดของเพลงหมอลำ หมายถึง เมื่อเปิดม่านออกมา มักใช้ขึ้นต้นกลอนลำ</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/โขง_ชี_มูล/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span class="_5afx"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></a></span> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></strong></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><br /></strong></span></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><span><span><br /></span></span></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '11', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-23 14:41:08', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-23 14:41:08', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/บล็อก/โขง_ชี_มูล/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '101', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '4326', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '11', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'สิ่งแวดล้อม', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นสิ่งแวดล้อม', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 7 => array( 'Content' => array( 'id' => '100', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'ตำรวจบ้าแห่งปรางค์กู่ : โดย จิรกฤต ยศประสิทธิ์ ผลงานประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชน', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">บางครั้งเมล็ดพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยเสมอไป....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">หากเราคอยดูแลธรรมชาติ วันหนึ่งธรรมชาติอาจพลิกออกดอกออกผลให้เรา</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">ได้รับทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย และผลผลิตได้</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จาก จิรกฤต ยศประสิทธิ์ เรื่อง "ตำรวจบ้าแห่งปรางค์กู่"</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/ตำรวจ/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>กาลครั้งนั้น...ราวกับผ่านมาไม่นานนี้เอง</p> <p>ณ ต้นตาลโตนดซึ่งกำลังแตกช่อออกหน่อผลสะพรั่งริมทางหลวงชนบทที่พลุกพล่านไปด้วยยวดยานพาหนะ มีกระรอกน้อยวัยคะนองสองตัวกำลังโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงเรื่องที่ว่าใครเหมาะสมจะได้ครอบครองตาลโตนดต้นใหญ่ยักษ์เห็นชัดถนัดตาที่ยืนจังก้าท้าแดดลมอยู่ในขณะนี้ เจ้านกกระจาบอาวุโสซึ่งทำรังอยู่ที่ตาลโตนดต้นข้างเคียง เฝ้าสังเกตสถานการณ์อยู่สักพัก เห็นท่าว่าจะไม่ได้ข้อยุติ จึงได้ยื่นปีกเข้าไปเพื่อช่วยจบข้อพิพาทที่กำลังดำเนินไปอย่างร้อนระอุ</p> <p>“พวกเจ้าทั้งสองทะเลาะกันด้วยเหตุอันใดรึ” นกกระจาบอาวุโสไต่ถามด้วยท่าทีสุภาพและเป็นมิตร</p> <p>“ก็เจ้ากระรอกตัวนี้น่ะสิกำลังจะแย่งสมบัติของข้า ทั้ง ๆ ที่ข้าเป็นคนเจอก่อน” กระรอกตัวแรกว่าเสียงแข็ง</p> <p>“ใครว่า ข้าต่างหากที่เจอก่อน ข้าวิ่งมาถึงที่นี่ก่อนเจ้าเสียด้วยซ้ำ” กระรอกตัวสองยันคอเป็นเอ็น</p> <p>“แล้วพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตาลโตนดต้นนี้ ไม่มีเจ้าของ” นกกระจาบอาวุโสกล่าวถามก่อนยิ้มอย่างไว้เชิง เจ้ากระรอกน้อยทั้งสองตัวเมื่อได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งโหยงสุดตัว เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงถึงภัยอันตรายที่อาจจะกล้ำกรายเข้ามาใกล้ตัว พวกมันไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อนว่าตาลโตนดต้นนี้จะมีผู้ครอบครองอยู่ก่อนหรือไม่ พวกมันคิดแต่เพียงว่าศัตรูที่จะเข้ามาแย่งชิงสมบัติอันล้ำค่านี้ มีเพียงพวกมันทั้งคู่เท่านั้น</p> <p>“เอ่อ...พอดีข้าไม่ทันได้สังเกตให้รอบคอบ ข้าเห็นมันตั้งตระหง่านอยู่เดียวดาย จึงคิดว่าไม่มีผู้ใดครอบครอง” กระรอกตัวแรกพูด</p> <p>“ใช่ ข้าก็เห็นเช่นเดียวกันนั้น” กระรอกตัวสองกล่าวเสริมอย่างเข้าขา</p> <p>“ว่าแต่ ท่านนกกระจาบพอจะรู้หรือไม่ว่าตาลโตนดต้นนี้เป็นของใครกัน” กระรอกทั้งสองประสานเสียง ขึ้นถามพร้อมกันราวกับเป็นสหายที่รู้ใจกันมานานนม จนนกกระจาบอาวุโสอดที่จะอมยิ้มไม่ได้</p> <p>“รู้สิ...ข้ารู้ดีเทียวล่ะ” นกกระจาบอาวุโสกระแอมขึ้นเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ข้าก็อยู่ที่นี่มานาน...นานมากพอที่จะรู้ว่าตาลโตนดต้นใหญ่ยักษ์นี้เป็นของผู้ใด และนอกจากตาลโตนดต้นที่พวกเจ้ากำลังแย่งชิงกันอยู่ หากพวกเจ้าลองมองไปที่ตาลโตนดต้นอื่น ๆ รวมถึงไม้ยืนต้นที่หยั่งรากลึกอยู่บนแผ่นผืนดินบริเวณนี้ทั้งหมด ก็ล้วนมีเจ้าของคนเดียวกัน หากแต่เขาไม่เคยคิดจะครอบครองและไม่เคยแม้แต่จะออกปากว่าเขาคือเจ้าของแม้แต่ครั้งเดียว”</p> <p>เจ้ากระรอกน้อยทั้งสองเมื่อได้ฟังต่างก็หัวร่องอหาย พวกมันแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งจะได้ยิน</p> <p>“ใครกันช่างโง่เขลาเสียจริง อุตส่าห์สร้างสมบัติอันมีค่ามากมายถึงเพียงนี้ แต่ไม่คิดจะครอบครองเอาไว้เป็นของตนเอง...ไม่รู้ว่าเจ้านั่นบ้าหรือเซ่อกันแน่” กระรอกน้อยต่างพูดคุยกันถึงเรื่องชวนหัวนี้อย่างสนุกปาก</p> <p>นกกระจาบอาวุโสยิ้มให้กับท่าทีที่เจ้ากระรอกน้อยแสดงออกมา นั่นก็เพราะแววตาของมันได้ฉายภาพสะท้อนถึงเงาแห่งความทรงจำที่ครั้งหนึ่งมันก็เคยแสดงท่าทีเช่นเดียวกันนี้เมื่อครั้งมันมาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ</p> <p>นกกระจาบอาวุโสไม่ได้ต่อว่าหรือกล่าวสั่งสอนกระรอกน้อยทั้งสอง มันเพียงแต่บินลงมาใต้ต้นตาลโตนด แล้วแหงนมองขึ้นไปที่ก้านใบซึ่งคอยให้ร่มเงาแก่มันมาอย่างสำนึกคุณ ก่อนที่มันผายปีกขึ้นแล้วชี้ไปที่แคร่ไม้ไผ่ซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกลกันมาก ที่ตรงนั้นมีคุณลุงหน้าตาใจดีคนหนึ่งนั่งอยู่ โดยที่รอบตัวของเขามีเด็กน้อยหน้าตาน่ารักใคร่เอ็นดูหลายคนต่างมาห้อมล้อมและส่งยิ้มหวานอีกนัยน์ตาใสแจ๋วให้เขา แล้วนกกระจาบอาวุโสจึงเริ่มต้นเล่าถึง ความเป็นมาของสมบัติอันล้ำค่าที่เจ้ากระรอกน้อยทั้งสองหมายปอง อีกทั้งยังเป็นสมบัติที่ยังความสมบูรณ์พูนสุข เผื่อแผ่แก่ทุก ๆ สรรพชีวิตให้ได้พึ่งพิงอิงอาศัยจนถึงทุกวันนี้ ให้เจ้ากระรอกทั้งสองฟังกัน</p> <p>เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว...บนแดนดินถิ่นนี้เคยที่ได้ชื่อว่ายากจนและแห้งแล้งที่สุด ไม่ว่าใครต่างก็เรียกขาน ที่แห่งนี้กันในชื่อ “ปรางค์กู่ ดินแดนต้องคำสาป”</p> <p>เหตุที่ปรางค์กู่เป็นเสมือนดินแดนต้องคำสาป เพราะไม่ว่าจะมองไปหนทางใดก็พบแต่ความยากจนข้นแค้น และแผ่นดินที่แตกระแหงเพราะความแห้งแล้ง จะหาความเขียวชอุ่มของร่มไม้ใบหญ้าก็หาได้ยากยิ่ง แม่น้ำไหลผ่านนั้นก็อย่าหวังจะได้พบเลย มีก็แต่เพียงลำห้วยเล็ก ๆ ที่น้ำตื้นขอดเต็มที ผู้คนที่ทำสวนทำไร่ก็ไร้ซึ่งกำไรจากการขายผลผลิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่หลงเข้ามาอาศัยต่างก็อยู่กันอย่างทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหยรอวันที่ชีวิตจะร่วงโรยไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน</p> <p>ความอัตคัดแร้นแค้นไปเสียทุกอย่างนี้ยังครอบคลุมไปถึงหัวจิตหัวใจของผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย...เว้นเสียแต่ชายคนหนึ่ง เขามีรูปร่างหน้าตาที่แสนจะธรรมดา กินอยู่ด้วยของธรรมดา อยู่ในบ้านหลังเก่าซอมซ่อธรรมดา ประกอบอาชีพรับราชการธรรมดา เว้นเสียแต่ความคิดคำนึงของเขาที่ไม่ธรรมดา!</p> <p>ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพื้นเพของเขามาจากแห่งหนตำบลใด หรือเขาเข้ามาอยู่ที่ปรางค์กู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ได้ ทุกคนรู้เพียงแต่ว่าพฤติกรรมของเขาช่างแตกแยกและแตกต่างจากปกติวิสัยของคนในพื้นถิ่นนี้เสียจริง</p> <p>เช่นในทุกวันเมื่อเขาว่างจากการปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว เขาจะขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจคันเก่า หอบเอาถุงปุ๋ยและแบกเอาจอบเล่มใหญ่พาดไว้บนบ่าออกไปตามพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ที่ของตัวเอง ขอย้ำว่าไม่ใช่ที่ของตัวเอง ก่อนจะมองหาทำเลเหมาะ ๆ เพื่อที่เขาจะลงมือขุดหลุมดินลึกประมาณข้อศอกเห็นจะได้ ก่อนหย่อนเมล็ดพันธุ์พืชโดยเฉพาะเมล็ดตาล คูน และขี้เหล็ก ลงในหลุมดินนั้น และตั้งตารอคอยวันที่เมล็ดพันธุ์จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ต่อไป</p> <p>ไม่มีใครในปรางค์กู่เข้าใจสิ่งที่เขาทำ รวมทั้งไม่มีใครอยากถามไถ่เขาด้วยว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าไม่ใช่กงการที่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ดูเหมือนสติสตังจะไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้ ดังนั้นทุกคนในพื้นถิ่นจึงลงมติเป็นเอกฉันท์อย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายที่จะขนานนามให้เขาว่า “ตำรวจบ้าแห่งปรางค์กู่”</p> <p>แรกเริ่มเดิมทีชายคนนี้ก็ใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ นั่นล่ะ</p> <p>เขามีอาชีพเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของประชาชนในปรางค์กู่ทุกคนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่สิ่งที่นำความเคลือบแคลงสงสัยให้เกิดมีในจิตใจเขาก็คือ ถึงแม้เขาจะตั้งใจทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเท่าไร ก็ดูเหมือนว่าประชาชนจะไม่ได้เป็นสุขตามที่เขามุ่งมั่นตั้งใจไว้แม้แต่น้อย</p> <p>จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้หายหน้าไปจากปรางค์กู่ร่วมสองสัปดาห์เห็นจะได้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาหายไปไหน แต่ก็มีเสียงเล่าลือจากชาวบ้านหนาหูถึงสาเหตุที่เขาหายไป บ้างก็ว่าเขาถูกแม่มดหมอผีจับตัวไป บ้างก็บอกเขาคงถูกวัยรุ่นในพื้นที่รุมทำร้ายจนไม่ได้สติ ต่างคนต่างใส่สีตีไข่กันไปต่าง ๆ นานา โดยมูลเหตุแห่งเรื่องเล่าทั้งมวลที่บังเกิดขึ้นก็เพราะเมื่อเขากลับมาหลังจากที่หายหน้าไปนานหลายวัน เขาก็เริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป...</p> <p>นับแต่วันนั้นมา ทุกหน้าแล้งที่คนส่วนใหญ่นอนอยู่กับเหย้าเฝ้าอยู่กับบ้านด้วยจิตใจห่อเหี่ยวรอคอยให้ถึงช่วงเวลาที่หน้าฝนจะมาเยี่ยมเยือน แต่เขากลับตระเวนขับมอเตอร์ไซค์ไปตามพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อมองหาเมล็ดพันธุ์พืชมาเก็บสะสมไว้เพื่อเตรียมนำไปปลูกในหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง</p> <p>เมื่อฤดูร้อนแล้งสิ้นสุดลง ความชุ่มฉ่ำของต้นฤดูฝนได้เข้ามาแทนที่ ก็ถึงเวลาที่เขาจะเริ่มลงมือทำกิจวัตรที่ชาวบ้านทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระและมีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะทำ โดยเขาจะขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปตามพื้นที่ซึ่งขาดความเขียวชอุ่มของสุมทุมพุ่มไม้ ไม่ว่าจะเป็นในที่ดินของคนอื่นหรือที่ดินสาธารณะ ก่อนจะลงมือปลูกทุกอย่าง ที่ได้เคยหาเก็บสะสมไว้ลงไปในที่ดินบริเวณนั้น ๆ ซึ่งเมล็ดพันธุ์บางอย่างบ้างก็เจริญเติบโตได้ดี แต่บางอย่างเมื่อสิ้นฤดูฝนก็เฉาตายไปเพราะทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายทารุณไม่ไหว</p> <p>แต่บางครั้งเมล็ดพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยเสมอไป...</p> <p>ดังที่ครั้งหนึ่ง หลังเขาว่างจากภาระงานประจำ เขาก็มักจะคอยแวะเวียนไปดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ไป เพราะในขณะที่เขาขับมอเตอร์ไซค์คันเก่งคู่ใจเพื่อไปดูผลผลิตที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทบ่มเพาะไว้ เขาก็ต้องพบกับภาพอันน่าประหลาดใจระคนกับความเศร้าสะเทือนใจ เมื่อเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเริ่มแตกหน่อออกใบได้ถูกเผาทำลายและบางส่วนถูกตัดจนเหี้ยนไม่มีชิ้นดี ซึ่งนั่นเกิดจากน้ำมือของผู้ที่ไม่รู้ค่าและไม่เข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของเขา เห็นต้นไม้เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งรกหูรกตากีดขวางเส้นทางสัญจร</p> <p>“เหตุใดสิ่งที่เราสร้างมาด้วยหัวใจ กลับต้องมาถูกทำลายเพราะคนที่ไม่เห็นค่า” เขาตัดพ้อขึ้นมาอย่างเจ็บปวด ขณะที่ดวงตาซึ่งกำลังจับจ้องภาพ ณ เบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว น้ำตาเอ่อไหลลงอาบหน้าโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว</p> <p>ถึงเขาจะสะท้านสะเทือนใจมากเพียงไรแต่ก็หาได้ทำให้เขาสิ้นหวังกำลังใจไม่</p> <p>หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาเริ่มเรียนรู้ว่าการปลูกต้นไม้ที่แท้จริงไม่ใช่จะมีเพียงอุดมการณ์แล้วคิดจะปลูกอะไรก็ปลูกไปเรื่อย เพราะการทำเช่นนั้นก็เหมือนดังคนบ้าที่เพียรตักน้ำไปเติมลงในมหาสมุทรที่เติมเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม ทำไปก็เปล่าประโยชน์ แต่การปลูกต้นไม้ที่แท้จริงซึ่งเมื่อจะหยั่งรากลึกลงแล้วก็ไม่มีวันสั่นคลอนได้นั้น ก็คือการปลูกต้นไม้ในหัวใจคน</p> <p>เขากลับไปดูสถานที่เกิดเหตุซ้ำอีกครั้ง เฝ้าสังเกตดูว่ามีพืชพันธุ์ชนิดใดที่ยังเหลือรอดชีวิตอยู่บ้าง ปรากฏว่ามี อยู่หลายชนิดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นต้นตาลโตนด ต้นคูน หรือกระทั่งต้นยางนา ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ ถึงแม้จะโดนทั้งการตัดเผาทำลาย หรืออยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายก็ตาม</p> <p>เขาจึงตั้งปณิธานกับตัวเองอีกครั้งพร้อมกับตั้งคำขวัญที่เพิ่งแต่งขึ้นมาในใจขณะนั้นว่า...</p> <p>ปรางค์กู่จะต้องอยู่ในป่ายาง<br />กลางดงตาลบานสะพรั่งดอกคูน<br />บริบูรณ์ด้วยพืชสวน นา ป่า</p> <p>เขากลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากคราวนี้เขาไม่ได้นำเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิดที่หาได้มาลงปลูก แต่เขาใช้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นพันธุ์ที่แข็งแรงทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศและการถูกทำลายเท่านั้น</p> <p>เมล็ดพันธุ์แต่ละเมล็ดที่เขาได้เลือกสรรแล้วถูกนำมาลงปลูกเหมือนเช่นที่เขาเคยทำ จนกระทั่งเมื่อมันเริ่มเจริญเติบโตงอกงาม ก็มักมีคนคิดที่จะตัดทำลายเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจหรือโกรธเคือง นั่นเพราะเขารู้ดีว่าไม่ช้านานมันก็จะแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นมาใหม่ หรือเมื่อมีคนมาโค่นทิ้งเสียทั้งต้น เขาก็จะลงมือปลูกขึ้นใหม่อีกครั้งจนกระทั่งคนที่จ้องจะทำลายเบื่อหน่ายและล่าถอยไปเอง</p> <p>เขาทำเช่นนี้จนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและพูดถึงของผู้คนมากหน้าหลายตา จนมีเรื่องเล่าติดตลกที่ขำ ไม่ค่อยจะออกเล่ากันว่า ชาวบ้านบางคนมักนำวีรกรรมของเขาไปใช้หลอกลูกหลานเพื่อให้อยู่ในโอวาท</p> <p>“หยุดร้องไห้เสียที...นั่น ๆ ดูนั่นแน่ะ! ตำรวจบ้าเดินมาโน่นแล้ว ถ้าไม่เลิกร้องระวังจะถูกจับไปปลูกต้นไม้กลางแดดกลางฝนไม่รู้ด้วยนะ”</p> <p>ซึ่งมันก็มักใช้ได้ผลเสียด้วยสิ....</p> <p>จากกล้าต้นน้อยผ่านไปสิบปี บัดนี้กลายเป็นไม้ยืนต้นที่หยั่งรากลึกแผ่กิ่งก้านสาขาหนาทึบไปทั่วบริเวณ</p> <p>จากวันนั้นจนถึงวันนี้เขาได้ปลูกต้นไม้ในปรางค์กู่ไปแล้วกว่าสามล้านต้น ทั้งต้นตาลโตนด ต้นคูน ต้นขี้เหล็ก และอีกสารพัดจะเอ่ยนาม ซึ่งต้นไม้ทั้งหมดบัดนี้ได้กลายมาเป็นอาหารและผลผลิตของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่...</p> <p>“อย่างเช่นตาลโตนดต้นนี้ที่ข้าได้มาอาศัยสร้างรัง รวมทั้งตาลโตนดต้นที่เจ้าสองตัวกำลังแย่งชิงกันอยู่นี้ด้วย ซึ่งก็ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์และความร่มเย็นเป็นสุขแก่ทุก ๆ สรรพชีวิตให้ได้พึ่งพิงอิงอาศัยอย่างแท้จริง”</p> <p>“แล้วตอนนี้ยังมีคนกล่าวหาว่าเขาเป็นตำรวจบ้าอยู่หรือไม่ท่านนกกระจาบ”กระรอกตัวสองถามขึ้น</p> <p>“ไม่มีใครกล่าวว่าเขาเช่นนั้นอีกแล้วล่ะเจ้าหนู นั่นก็เพราะทุกคนล้วนต่างรู้แล้วว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้ทนเหนื่อยยากลำบากกายไปเพื่อตนเอง แต่เขาทำไปโดยหวังเพียงสักวันหนึ่ง ต้นไม้ที่เขาปลูกจะกลายมาเป็นผลตอบแทนให้กับทุกคน ซึ่งพวกเจ้าทั้งสองเชื่อหรือไม่ว่ามิใช่เพียงแต่ต้นไม้ที่ปลูกลงในดินเท่านั้นที่เจริญงอกงามขึ้นมา หากบัดนี้ต้นไม้ที่เขาได้ปลูกไว้ในจิตใจของชาวบ้านก็ได้เติบโตด้วยเช่นกัน โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ”</p> <p>“แล้วตอนนี้ชายคนนั้นยังคงปลูกต้นไม้อยู่เหมือนเดิมหรือไม่ท่านนกกระจาบ” กระรอกตัวแรกถามขึ้นบ้าง ก่อนแสดงสีหน้าชวนฉงน</p> <p>“ไม่ต้องสงสัยเลย ยังคงปลูกอยู่ทุกวันนั่นล่ะ” นกกระจาบอาวุโสหัวเราะสั้น ๆ ในลำคอ</p> <p>“ช่างน่าสงสารเหลือเกิน...แม้อายุจะมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อยน้อยลงเลย” กระรอกตัวแรกเปรยขึ้นมา</p> <p>นกกระจาบอาวุโสนิ่งคิดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่มันผายปีกขึ้นแล้วชี้ไปที่แคร่ไม้ไผ่ซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ไกลมากนัก ที่ตรงนั้นคุณลุงหน้าตาใจดียังคงนั่งอยู่ โดยที่รอบตัวของเขามีเด็กน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูหลายคนเข้ามาห้อมล้อมและส่งยิ้มหวานอีกนัยน์ตาเป็นประกายขณะมองดูเมล็ดพืชเมล็ดเล็ก ๆ ซึ่งคุณลุงได้หยิบใส่ไว้ในมือของเด็กน้อยแต่ละคน</p> <p>“เขาจะเหนื่อยเท่าเดิมได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อวันนี้เขามีลูกสมุนน้อย ๆ ที่บ้าปลูกต้นไม้มากมายถึงเพียงนี้”</p> <p>(ผลงานเรื่องสั้นชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ ผู้ปลูกต้นไม้มากกว่าสามล้านต้นในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนที่เคยจัดว่าแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ให้กลับมาร่ำรวยด้วยทรัพยากรป่าไม้ และเป็นผู้ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะขอปลูกต้นไม้ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ)</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/ตำรวจ/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span class="_5afx"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></a></span> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></strong></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><span><strong><br /></strong></span></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '11', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-23 14:37:06', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-23 14:37:06', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/บล็อก/ตำรวจ/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '100', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '3983', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '11', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'สิ่งแวดล้อม', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นสิ่งแวดล้อม', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 8 => array( 'Content' => array( 'id' => '95', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'โลกของชานน : โดยนิติพร ชุมศรี ผลงานประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชน', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">ชีวิตของเขาแทบจะไม่มีอะไรดีเลย ยกเว้นความดีในตัวเขาเอง....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><br /></span></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">เมื่อชานน เด็กจากต่างจังหวัดต้องเข้ากรุงเทพฯ</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง??</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"> </span><span style="font-size: medium;">จากนิติพร ชุมศรี เรื่อง </span><span style="font-size: medium;">"โลกของชานน"</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/โลกของชานน/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>ชานนเป็นเด็กบ้านนอก ครอบครัวมีปัญหา ฐานะยากจน ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขาอาศัยอยู่กับหลวงพ่อในวัดเล็ก ๆ ประจำหมู่บ้าน ต้องตื่นเช้าเดินหิ้วปิ่นโตตามหลังหลวงพ่อ อาหารมีให้กินแค่ไหนก็แค่นั้น เขาไม่มีสิทธิ์เลือกกินเหมือนคนทั่วไป ไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ไม่เคยได้จับเงิน ไม่เคยซื้ออะไรเลยในชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาจากการบริจาคและความมีเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนหลวงพ่อ</p> <p>ชีวิตของเขาแทบจะไม่มีอะไรดีเลย ยกเว้นความดีในตัวเขาเอง<br />เมื่อหลายปีก่อนพ่อของชานนแยกทางกับแม่ของเขา จากนั้นไม่นานจึงตัดสินใจห่มผ้าเหลืองตลอดชีวิตเพื่อหนีความทุกข์ทั้งหลายในเพศฆราวาส ชานนลาออกจากโรงเรียนเมื่ออายุได้สิบสี่ปี และหันมาศึกษาวิชาชีวิต แต่เขาก็ไม่ได้ละทิ้งวิชาเรียนแต่อย่างใด ชานนชื่นชอบการอ่านหนังสือมาก และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอไม่ได้ขาด</p> <p>วันหนึ่งมีเถ้าแก่จากเมืองกรุงเข้ามาถวายสังฆทาน ชานนเข้ามาช่วยเหลือและคอยอำนวยความสะดวกให้กับเถ้าแก่จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ<br />“ ตอนนี้เธอทำงานอะไรอยู่ ?” เถ้าแก่ถามด้วยความสงสัย<br />“ ผมไม่ได้ทำอะไรครับ คอยดูแลรับใช้หลวงพ่ออย่างเดียว”<br />“ อยากมีเงินใช้มั้ย ?”<br />ชานนรู้สึกตื่นเต้นกับคำถาม เขามีความหวังบางอย่างขึ้นมา<br />“ อยากครับ” เขาตอบตรง ๆ <br />“ ฉันทำธุรกิจอยู่กรุงเทพฯ เป็นธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม มีตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดว่างอยู่ ถ้าเธออยากทำ ฉันมีที่พักให้ฟรี เธอรับเงินเดือนอย่างเดียว สนใจมั้ย ?”<br />“ สนใจครับ”<br />“ งั้นเธอไปขออนุญาตกับหลวงพ่อก่อนนะ อีกสามวันฉันจะมารับเธอไปทำงานด้วย”</p> <p>พูดจบประโยค เถ้าแก่จึงไปกราบลาหลวงพ่อและพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนเขาจะขับรถหายลับไป ชานนจึงนำความทั้งหมดแจ้งแก่หลวงพ่อ ซึ่งท่านก็อนุญาตแต่โดยดี</p> <p>สามวันต่อมา... มีรถตู้คันงามแล่นมาจอดหน้าศาลาวัดพร้อมเถ้าแก่คนเดิม ชานนสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าที่มีเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นตรงเข้ากราบลาหลวงพ่อ</p> <p>นี้เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ออกเดินทางสู่โลกใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ตั้งแต่เด็กจนโต... ชานนไม่เคยได้ออกไปไหนเลย การเดินทางครั้งนี้จึงมีความหมายมากสำหรับเขา และเขาก็หวังว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะคนในหมู่บ้านแห่งนี้ที่เข้าไปแสวงโชคในเมืองหลวง ไม่เคยมีใครสักคนหวนกลับมายังบ้านเกิดเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ประสบพบเจอให้เขาฟังเลยแม้สักครั้งเดียว จะมีก็เพียงหนังสือที่เขาอ่านและอุทิศชีวิตไปกับเรื่องราวตามตัวอักษรที่พรรณนาถึงชีวิตอันแสนศิวิไลซ์เหล่านั้น มันคือมหานครแห่งความสุขและดินแดนแห่งความฝันที่เป็นจริง คนหลายคนสร้างเนื้อสร้างตัวและกลายเป็นมหาเศรษฐี ณ ดินแดนแห่งนี้ ชานนเองก็อยากเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นเช่นกัน</p> <p>“ ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” หลวงพ่อกล่าวด้วยความเป็นห่วง พร้อมลูบศีรษะลูกชายสุดรักอย่างทะนุถนอม ชานนพยักหน้ารับและประนมมือก้มลงกราบเท้าลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินขึ้นรถตู้คันงามไป</p> <p>กรุงเทพมหานคร... เขารู้แต่เพียงว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศไทย และเป็นเมืองหลวงที่มีตึกสูง ๆ ขึ้นหนาตามากที่สุด ครั้งนี้แล้วที่เขาจะได้สัมผัสด้วยสายตาตนเองเสียทีว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นในหนังสือนั้น มันจะสมจริงแค่ไหนกัน</p> <p>เอี๊ยดดดด !!!</p> <p>ทันทีที่เสียงยางรถเสียดกับพื้นลาดยางมะตอย เถ้าแก่พยักหน้าให้สัญญาณ ชานนจึงคว้ากระเป๋าสะพายเปิดประตูลงจากรถ</p> <p>“ ฮัดเช้ย !” เขาขยี้จมูกตัวเองพลางใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำใส ๆ ที่ไหลออกจากตา</p> <p>เบื้องหน้าเป็นอาคารคอนกรีตหลังใหญ่หกชั้น เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา และแน่นอนว่าเมื่อมองไปรอบ ๆ ยังแลเห็นอาคารและตึกที่สูงกว่านี้อีกมาก ชานนสนอกสนใจกับสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้เป็นพิเศษ</p> <p>เถ้าแก่เดินนำชานนเข้าสู่ภายในโรงแรม มีพนักงานหลายคนยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม ลูกค้าบางคนกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และอีกหลาย ๆ คนกำลังนั่งรับประทานอาหาร เขาถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความหิว และเหมือนเถ้าแก่จะสังเกตเห็นจึงพาเขาไปหาอะไรทานก่อนจะกล่าวรายละเอียดแนะนำพื้นที่ใช้สอยแต่ละส่วน และหน้าที่ที่เขาจะต้องรับผิดชอบต่อจากนี้ไป เมื่อเสร็จสรรพ... เขาจึงนำสัมภาระไปเก็บไว้ที่ห้องส่วนตัวซึ่งมีพนักงานอีกคนอยู่ประจำก่อนหน้าแล้ว ชานนเลยถือโอกาสทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมห้องพร้อมทั้งฝากเนื้อฝากตัวเป็นที่เรียบร้อย เขาหวังว่าชีวิตของเขาจะได้รับประสบการณ์ดี ๆ จากการเข้ากรุงในครั้งนี้</p> <p>เย็นวันนั้น เพื่อนร่วมห้องอาสาพาชานนออกไปเปิดหูเปิดตาชมสภาพของมหานครอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เขาตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกที่ได้เห็นบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง มันดูน่าหลงใหลและทำให้เคลิบเคลิ้มชั่วขณะ</p> <p>ทั้งสองหยุดมองร้านอาหารข้างทางร้านหนึ่งก่อนจะตัดสินในย่างกรายเข้าไป</p> <p>“ อยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ เดี๋ยวเลี้ยงเอง” แจ็ค เพื่อร่วมห้องของชานนเอ่ยขึ้นมา</p> <p>“ ขอบใจนะครับ” เขารู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก พลางสังเกตเห็นแจ็คล่วงวัตถุอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนใช้นิ้วจะกด ๆ เลื่อน ๆ ไปมาอย่างมีความสุข</p> <p>มันคือโทรศัพท์มือถือที่เดี๋ยวนี้พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัวรวดเร็วปานสายฟ้า เรามีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกอย่างได้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร ซื้อของใช้ต่าง ๆ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ การทำธุรกรรมทางการเงิน การจองตั๋วสำหรับเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ และอีกหลายอย่างที่ท่านทั้งหลายจะนึกได้ ซึ่งมันมีแต่คำว่า “ ได้” เป็นส่วนใหญ่</p> <p>ชานนอ่านหนังสือพิมพ์ประจำเลยทราบข้อมูลตรงนี้ดี เขาเองมีเพียงโทรศัพท์มือถือรุ่นขาวดำเครื่องเก่าที่หลวงพ่อให้มาเพื่อใช้ติดต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น และเขาเองก็ไม่ต้องการแสวงหาโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่มีราคาแพงเลย เพราะรู้ฐานะของตนเองดีและพยายามชั่งใจไม่ให้กิเลสเข้าครอบงำ</p> <p>“ ผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวค่ะ” เด็กเสิร์ฟยกอาหารมาวางตรงหน้า<br />ชานนกล่าวขอบคุณก่อนลงมือจัดการสวาปามลงท้อง ส่วนแจ็คยังคงนั้งเล่นโทรศัพท์ต่อไปพลางหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว ประเดี๋ยวก็ถ่ายรูปอาหารแล้วก็เล่นโทรศัพท์ต่อไป จนชานนกินจะหมดจานอยู่แล้ว จานข้าวของแจ็คแทบจะไม่มีร่องรอยของการกินเลยสักนิด</p> <p>...มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย เขาหลงลืมคนข้าง ๆ ไปได้อย่างไร ?</p> <p>ระหว่างที่นั่งรอแจ็ค ชานนก็เริ่มสนใจสิ่งรอบต้วอย่างจริงจัง<br />เรามีตึกสูงมากมายแทนที่ต้นไม้ เรามีรถสัญจรไปมาทั้ง ๆ ที่ถนนเกือบจะไม่มีที่ให้รถของเราแล่นได้อย่างสะดวก กรุงเทพมหานครของพวกเราเป็นศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ รวมทั้งขยะแห่งความเจริญที่กองพะเนินจนสร้างความเดือนร้อนให้ผู้คนไปทั่ว เรามัวแต่พัฒนาจนลืมเตรียมรับผลกระทบที่จะได้จากการพัฒนาเหล่านั้นด้วย ทุกวันนี้โลกร้อนขึ้น เราแก้ปัญหาด้วยการซื้อเครื่องปรับอากาศมาใช้บรรเทา แต่ไอร้อนจากเครื่องปรับอากาศที่ระบายออกนอกบ้านมันกลับยิ่งทวีความร้อนมากยิ่งขึ้น พวกเราทุกคนต่างรู้ถึงวิธีที่จะช่วยทำให้อากาศดีขึ้นอย่างถาวรในระยะยาว แต่พวกเราทุกคนกลับละเลยและต่างก้มหน้ารับผลของการกระทำนั้นต่อไป</p> <p>“ ฮัดเช้ย !”</p> <p>เป็นอีกครั้งที่เขาต้องก้มลงเอามือปิดปาก สภาพแวดล้อมที่นี่ชักจะก่อกวนระบบทางเดินหายใจเสียแล้ว มันเหมือนมีอะไรมาอุดตันจมูกทำให้เขาต้องขยี้ออกบ่อย ๆ แถมอากาศก็ร้อนเหลือเกิน ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาค่ำแท้ ๆ หรือว่าอุณหภูมิของไฟที่กำลังมอดไหม้ก้นกระทะเองที่เป็นตัวการกระจายความร้อนแผดเผาผิวกายของเขา</p> <p>แจ็คเริ่มลงมือทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากเสียเวลาอันมหาศาลไปกับการนั่งเล่นโทรศัพท์ ชานนรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่ก็ต้องซ่อนงำอาการเอาไว้ ในขณะเดียวกันหลังของเขาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ<br />“ อยากไปเที่ยวที่ไหนอีกมั้ย ?” แจ็คเงยหน้าขึ้นถาม<br />“ ไม่ดีกว่าครับ” ชานนตอบไม่คิด<br />“ เหนื่อยล่ะสิท่า งั้นกินเสร็จก็กลับเลยเนอะ”<br />“ ครับ” ชานนพยักหน้ารับคำ เขาเหนื่อยใจเหลือเกิน</p> <p>คืนนั้นชานนนอนไม่หลับ ไม่ใช่ว่าเขาตื่นเต้นกับสถานที่แปลกตา แต่สิ่งที่เขาเผชิญในวันนี้ได้ทำให้เขารู้ว่าสังคมเมืองช่างต่างกับสังคมชนบทยิ่งนัก เขานึกถึงปฏิสัมพันธ์และความใกล้ชิดเมื่อครั้งอยู่บ้านนอก ที่นี่มันช่างห่างเหินยิ่งนัก ทุกคนเร่งรีบและต่างก้มหน้าอยู่กับโลกส่วนตัวของตนเอง</p> <p>...โลกที่ถูกสมมติขึ้นและไม่มีอยู่จริง</p> <p>ชานนเหลือกตามองนาฬิกาบนฝาผนังที่ชี้บอกเวลาห้าทุ่มแล้ว แม้แต่ตอนนี้แจ็คยังคงก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ต่อไป ชานนยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากและรู้สึกปลงกับภาพที่แลเห็น</p> <p>หกเดือนผ่านไป...</p> <p>ชานนนั่งอ่านหนังสืออยู่ในโรงซักรีดหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เขากำลังอ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนา เขาคิดอยู่เสมอว่าการพัฒนามักจะมาควบคู่กับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนกัน... และมันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ผลจากการเป็นคนรักการอ่านนี่แหละที่ทำให้เขาได้เข้าถึงข้อมูลบางอย่างที่เด็กวัยเดียวกันยากเกินกว่าจะเข้าถึง ความคิดของเขาเองก็ดูเป็นผู้ใหญ่เมื่อเทียบกับวัยรุ่นอายุไล่เลี่ยกัน มันเป็นสิ่งที่ผู้หมั่นแสวงหาสมควรได้รับ และอีกอย่างเขาเริ่มคิดถึงบรรยากาศแบบชนบทเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ</p> <p>เย็นนั้น แจ็คชวนชานนมานั่งตั้งวงรับประทานอาหารด้วยกันกับเพื่อน ๆ ของเขา เห็นว่าพากันไปจับปลาได้กลับมาตั้งเยอะเลยพากันฉลองปิ้งย่างปลากันไป อากาศรอบ ๆ ตัวร้อนพอ ๆ กับเปลวไฟที่เผาไหม้เตาถ่าน แจ็คยื่นปลาเผาตัวหนึ่งให้กับชานน เขาก้มมองดูปลาผู้น่าสงสารตัวนั้นก่อนใช้ส้อมเขี่ยไปมาและแซะเนื้อกินทีละน้อยผิดกับเพื่อนคนอื่นที่พากันสวาปามเข้าปากอย่างสัตว์นักล่า เขาพยายามรีบกินให้เสร็จแล้วขอตัวมานอนอ่าหนังสือต่อบนเตียงนุ่ม ๆ ในห้อง และเผลอหลับตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ลำไส้ในท้องมันบิดจนแทบจะลุกเข้าห้องน้ำไม่ทัน</p> <p>ปัง ๆ ๆ ๆ !!!!<br />“ ไอ้นน ! เสร็จยัง ?” เสียงตะโกนของแจ็คดังลอดเข้ามา<br />“ แปบนึง ! ใกล้แล้ว” ชานนตอบกลับ<br />สักครู่เขาก็เปิดประตูออก แจ็ครีบวิ่งสวมต่อทันที<br />...นัดกันท้องเสียหรือยังไง ?</p> <p>ชานนมาทราบทีหลังว่าเพื่อนร่วมวงข้าวเมื่อคืนพากันท้องเสียระเนระนาด บางคนถึงขั้นลุกไม่ไหวต้องนอนดื่มน้ำเกลือแร่เพราะถ่ายหนักหลายรอบ</p> <p>สาเหตุมันเกิดจากอะไร ?</p> <p>ก็ปลาไงล่ะ ! ชานนไปสืบเสาะจนรู้ว่าปลาที่นำมาทำอาหารนั้น พวกของแจ็คไปได้มาจากแม่น้ำแห่งหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงแรมแห่งนี้ พวกเขาบังเอิญเห็นปลาพากันตายลอยเต็มคลอง ด้วยความที่รู้เท่าไม่ถึงกาลนึกว่าปลาตายธรรมดาจึงตะลุยไปจับหวังทำอาหารมื้อพิเศษ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าปลาเหล่านั้นมันตายเพราะสาเหตุใด... แถวนั้นมีโรงงานฟอกย้อมสีผ้าตั้งอยู่ วันดีคืนดีก็จะปล่อยน้ำเสีย ๆ ที่เป็นอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ พวกเขาไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจชาวบ้านที่อาศัยน้ำตรงนั้นอุปโภคบริโภคบ้างเลย สิ่งมีชีวิตต่างพากันตายเกลื่อนส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว แน่นอนว่าในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นย่อมกลืนกินเอาสารเคมีเข้าไปด้วย พวกของแจ็คนับว่าโชคร้ายที่ดันไปเก็บปลาพวกนั้นมากินเลยต้องประสบเคราะห์หนักแบบนี้ กรณีของชานนกับแจ็คถือว่ายังหลงเหลือกรรมดีอยู่บ้างที่ท้องเสียเพียงเล็กน้อย ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนคนอื่น ๆ</p> <p>เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้ชานนหวนระลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอน เขาตัดสินใจแล้วที่จะกลับคืนสู่ถิ่นฐานเก่าของตนเอง สถานที่ที่ไม่ต้องหวาดระแวง สถานที่ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณป่าไม้ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตาจากคนคุ้นเคย เขาได้เรียนรู้แล้วว่าเมืองหลวงแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่ การพัฒนาที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างไรบ้าง เราต้องศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของการพัฒนาให้มาก ๆ เราจะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดจากการพัฒนาเหล่านี้ได้</p> <p>จะเห็นได้ว่าในการพัฒนาประเทศ เราต้องใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายเพื่อวางโครงสร้างในโครงการพัฒนาหรือขยายเมืองต่าง ๆ โดยที่เราไม่ได้คำนึงว่าทรัพยากรเหล่านั้นล้วนมีอยู่อย่างจำกัด แต่การเจริญเติบโตของประชากรและความต้องการบางอย่างทำให้มนุษย์ต้องเบียดเบียนธรรมชาติ เราทุกคนต่างมองว่าการพัฒนาจะทำให้ประเทศเดินหน้าไปสู่ความเจริญได้ แต่ถ้าการพัฒนาของเรามันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แต่เดิม มันย่อมส่งผลกระทบที่ไม่ดีตามมาอย่างแน่นอน เพราะเราต่างรู้ดีว่าถ้าทรัพยากรธรรมชาติหมดไป มนุษย์คือผู้ที่ต้องแบกหน้ารับผลแห่งการกระทำของตน</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/บล็อก/โลกของชานน/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><br /></strong></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span class="_5afx"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></a></span> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></strong></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div><strong><br /></strong></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '11', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-18 09:44:20', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-18 09:44:20', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/บล็อก/โลกของชานน/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '95', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '3970', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '11', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'สิ่งแวดล้อม', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นสิ่งแวดล้อม', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ), (int) 9 => array( 'Content' => array( 'id' => '94', 'aliasname' => null, 'title_tha' => 'แม่น้ำโบราณ : โดยเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ผลงานประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชน', 'intro_text_tha' => '<p><em><span style="color: #1d2129; font-family: Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 16px;">หญิงสาวในบ้านไม้เก่าแก่ ในฤดูกาลแห่งพรรษา เธอเฝ้าเว้าวอนจันทร์ ขอเพียงอย่าให้สายฝนทิ้งช่วงเลย....</span></em></p>', 'full_text_tha' => '<p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">หากพญานาคสะท้อนความในใจออกมาได้?</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จะเป็นอย่างไร</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;">จากเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เรื่อง</span></em><em><span style="font-size: medium;"> "แม่น้ำโบราณ"</span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/แม่น้ำโบราณ/795x567.jpg" alt="" width="80%" /><br /></span></em></p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p> <p>กูอยู่ที่นี่ ในหัวใจโบราณ มนุษย์เอย<br />กูดำรงอยู่ตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มกำเนิดโลกใบนี้ ก่อนศาสนาทั้งหลายทั้งปวง ก่อนอารยธรรมทั้งหลายทั้งปวง<br />กูเฝ้าดูพวกมึงอยู่ตลอดเวลา เหล่ามนุษย์หลากสีผิว เหลือง ขาว ดำ เหล่ามนุษย์ผู้ถูกสาปให้เกิดขึ้นมาเพื่อค้นหาหัวใจของตนเอง น่าประหลาดไหม? ค้นหาหัวใจของตนเอง<br />ลำตัวและเกล็ดของกูสะท้อนแสงตะวันเป็นสีทอง กูเฝ้ามองดูพวกมึงดำรงชีวิตอยู่บนชายฝั่ง เคลื่อนไหวอยู่ในลำน้ำ แต่พวกมึงไม่เคยได้ยินเสียงลมหายใจของกูเลยสักคน ลมหายใจที่พร่ำเพรียกอยู่รายรอบกายของพวกมึง<br />พรายฟองสีทองของความหลับฝัน<br />ท่ามกลางความสงบสงัดลึกล้ำของโลกดึกดำบรรพ์<br />ขณะพวกมึงพากันลงข่าย วางเบ็ดราว ดักลอบ หรือเก็บผักหญ้า<br />หากว่าพวกมึงสงบนิ่งเพียงพอ พวกมึงก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับกู ด้วยดวงจิตที่สันโดษสมถะเท่านั้น พวกมึงจึงจะสามารถมองเห็นกู</p> <p>พวกมึงเคยมองเห็นกระต่ายในดวงจันทร์กันบ้างไหม?<br />อย่าตื่นตูมกันไปนักเลย<br />ศาสดาของพวกมึงไม่เคยกล่าวไว้หรอกหรือ ว่าอะไร-อะไรในโลกนี้ล้วนไม่จีรังยั่งยืน แม้กระทั่งโลกเอง หรือตัวของศาสดาเอง<br />อย่าตื่นตูมกันไปนักเลย แต่จึงตื่นขึ้นเถิด ตื่นขึ้นแล้วกวาดสายตาไปรอบๆตัว มองออกไปข้างนอก มองเข้าไปข้างใน<br />หากว่าพวกมึงยังปรารถนาค้นพบหัวใจ<br />ดวงจันทร์ช่างงดงาม<br />และจะงดงามยิ่งหากว่ามีหญิงสาวสักคนหนึ่ง หญิงสาวผู้ยืนอยู่ที่บานหน้าต่างของค่ำคืน ท่ามกลางกลิ่นดอกไม้ในลมรำเพย<br />หญิงสาวในบ้านไม้เก่าแก่ ในฤดูกาลแห่งพรรษา เธอเฝ้าเว้าวอนจันทร์ ขอเพียงอย่าให้สายฝนทิ้งช่วงเลย จันทร์เจ้าขา<br />ต้นข้าวในผืนนากำลังเติบโตแตกกอ<br />ขออย่าให้เธอต้องจำพรากจากบ้านเกิดและผู้เฒ่าผู้แก่เลย พรากจากไปสู่เมืองใหญ่และนิคมแห่งอุตสาหกรรม<br />ขอให้เธอได้จมอยู่ในปลักตมแห่งนี้ต่อไปเถิด<br />ขอให้สองแขนได้โอบกอดโค้งรวงสีทองสุกปลั่ง<br />และให้เธอได้ขับขานบทกลอนรับขวัญแม่โพสพ ดุจเดียวกับหัวใจเก่าแก่ของปู่ย่าตาทวดในครั้งกระโน้น<br />ว่าไหม ความใฝ่ฝันนั้นงดงามปานดวงจันทร์<br />และมีคุณค่าเสมอสายฝน</p> <p>กูพร้อมอยู่เสมอที่จะพร่างพรูเป็นน้ำฝน<br />ขณะความใฝ่ฝันขึ้นไปท่องเที่ยวอยู่ในฟากฟ้า<br />เหมือนเด็กน้อยที่แอบหนีแม่ไปเที่ยวงานสวนสนุก<br />ตื่นตาตื่นใจอยู่บนชิงช้าสวรรค์ ได้ควบขี่ม้าหมุน รอบแล้วรอบเล่า เสียงหัวเราะก็คือเสียงฟ้าร้อง <br />ก่อนที่กูจะตกลงมา<br />กลับคืนสู่เรือนเหย้าด้วยใจอาลัยอาวรณ์<br />พวกมึงเคยแหงนเงยเฝ้ามองเมฆบ้างไหม? มวลเมฆที่เคลื่อนขบวนผ่านหัวของพวกมึงไปวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า มวลเมฆซึ่งเป็นมวลความฝันของกู เป็นกลุ่ม เป็นเกลียว เป็นกลีบ หรือเป็นเกล็ด<br />ความฝันอันประกอบด้วยแสงแดด ฤดูกาล ความมืด ความแปรปรวน ความไหลเนื่อง และความไม่สิ้นสุด<br />เหล่ามนุษย์ผู้เคลื่อนไหวอยู่สองฟากฝั่ง ฟากฝั่งของสายน้ำไม่หวนคืน<br />เฉกเช่นบางศาสดาของพวกมึง<br />บางศาสดาผู้ค้นพบหัวใจของตนเอง ขณะนั่งเฝ้าเพ่งพิศชีวิตด้านในอยู่ที่ริมฝั่งสงบสงัดที่ไหนสักแห่ง<br />เฉกเช่นพวกมึงบางคนได้แก้ปลาตัวสุดท้ายออกจากตาข่าย แล้วร้องบอกกับตัวเองว่าพอแล้ว ควรเก็บตาข่ายขึ้นจากลำน้ำได้แล้ว วันนี้พอเพียงแล้ว<br />และในโมงยามขณะนั้น กูได้มองเห็นนกแสงตะวันตัวหนึ่งบินมาจับที่บ่าไหล่ของชาวประมงผู้นั้น พลางก็ร้องเพลงด้วยน้ำเสียงที่เปล่งกังวานราวระฆังแก้ว<br />และกูไม่อยากจากไป</p> <p>กูจะไม่จากไปไหน หากว่าพวกมึงทุกคนพากันค้นพบหัวใจของตนเอง<br />เหล่ามนุษย์ผู้ต้องคำสาปเอย<br />หนทางนั้นๆเฝ้ารอพวกมึงอยู่<br />เช่นเดียวกับกู –สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่พวกมึงปรารถนาอย่างท่วมท้นที่จะได้พบเห็นสักครั้งในชีวิต<br />เหล่ามนุษย์หน้าโง่<br />ยิ่งใกล้-ยิ่งห่างไกล<br />ราวกับว่าผัสสะของพวกมึงได้ปลาสนาการไปสิ้นแล้ว<br />ทั้งๆที่พรายฟองละอองทองร่ายรำอยู่รายรอบตัวของพวกมึง ทั้งๆที่ลมหายใจอันลึกและยาวคลอเคลื่อนอยู่ในครรลองชีวิตของพวกมึง<br />พวกมึงกลับคว้าจับได้เพียงน้ำเหลว<br />ปล่อยให้ปวงสัจธรรมเล็ดลอดหว่างนิ้วไปเสียสิ้น<br />และบ่อยครั้งที่กูได้เข้าไปในความหลับฝันของพวกมึง (อาณาจักรของความฝันที่หดแคบลงทุกขณะ) แต่พวกมึงกลับมองเห็นกูเป็นเพียงสัตว์นำโชคตัวหนึ่งเท่านั้น<br />สัตว์นำโชคที่จะนำพาลาภยศสรรเสริญมาสู่ชีวิตในภายภาคหน้าของพวกมึง<br />พวกมึงที่ไม่ยอมออกมาจากถ้ำมืด แม้ว่าจะก้าวมาสู่ยุคสมัยของเทคโนโลยีแล้วก็ตาม<br />ปล่อยให้กูฝันร้ายดายเดียวอยู่ในความหลับฝันของพวกมึง<br />พวกมึงช่างใจดำ<br />กูไม่อยากสาปแช่งซ้ำอีก<br />แต่กูจะใจเย็นเฝ้าดูพวกมึงค้นหาหัวใจไปเรื่อยๆ เฝ้าดูไปจนกว่าหัวใจของกูจะพูดว่า-<br />“เอาละ พอแล้ว เหล่ามนุษยชาติทั้งหลาย”</p> <p>หัวใจของกูได้หยั่งรากลึกลงไปราวไม่สิ้นสุด ราวกัปกัลป์พุทธันดร<br />ผ่านเทือกภูไกลโพ้น ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม สู่ห้วงมหาสมุทร<br />พวกมึงเคยเฝ้ามองดูดอกไม้กันบ้างไหม?<br />ดอกไม้ที่ประกอบขึ้นด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ รวมทั้งความฝันใฝ่ของเหล่าภู่ผึ้งและผีเสื้อ<br />ความฝันใฝ่ที่มีท่วงทำนองดุจดังบทกวี<br />บทกวีที่ขับขานถึงอรุณรุ่ง มวลดอกไม้ และดิน น้ำ ลม ไฟ<br />ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เฝ้าบ่มเพาะบทกวี<br />กวีผู้เฝ้าคิดฝันอยู่ริมฝั่งน้ำ และกวีผู้ท่องเรือมาตามลำน้ำ<br />บทกวีที่ทำให้กูนิทรารมณ์<br />ราวกับได้หลับใหลอยู่ในครรภ์ของแม่โลก ท่ามกลางบทเพลงกล่อมหวานเศร้า และหมื่นแสนปีกนกสีดำ<br />ก่อนจะแว่วยินเสียงของเด็กน้อยดังขึ้นในความหลับฝัน<br />“แม่จ๋า นี่เมล็ดดอกอะไรกันจ๊ะ ขอหนูปลูกบ้างได้ไหม”<br />กูร่ำไห้ออกมา<br />พวกมึงได้ยินเสียงมันไหม?<br />ทรวงอกที่สะทกสะท้อนของกู กลายเป็นคลื่นขบวนหนึ่ง ก่อนจะเข้ากระทบชายฝั่ง และได้นำพาดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กๆขึ้นซบหาดทรายหมาดชื้น<br />กูปรารถนาอยากได้ยินเสียงเล็กๆนั้นอีก<br />เสียงเล็กๆ</p> <p>เสียงเล็กๆที่สาบสูญ<br />สาบสูญไปเช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์เล็กๆ กลุ่มชนเล็กๆ พืชพรรณพื้นเมืองต่างๆ สัตว์บกสัตว์น้ำต่างๆ<br />สาบสูญไปเช่นเดียวกับคัมภีร์มีค่าต่างๆ รากเหง้าเก่าแก่ต่างๆ<br />บางค่ำคืนกูหลับฝันถึงทะเลทราย<br />เสียงกระแสลมร้องร่ำคร่ำครวญกรีดบาดหัวใจ<br />หัวใจของพวกมึงพลัดพรายไปหนแห่งใดกัน ตื่นขึ้นเถิด มนุษย์เอย<br />เร่งออกติดตามค้นหาขุมทรัพย์ล้ำค่านั้นเถิด<br />ก่อนที่มันจะสาบสูญไปชั่วนิจนิรันดร์<br />ความฝันที่ทำให้กูโศกาอาดูร<br />กูอยากฝันถึงห้วงหาวและดาวเดือนไกลโพ้นต่างหากเล่า ไม่ใช่ดวงตาที่แล้งไร้ชีวิตเหล่านั้นสักหน่อย<br />แต่กูยังคงเปี่ยมด้วยความหวังอยู่เสมอ<br />ในทุกๆรุ่งอรุณอันสดกระจ่าง<br />กูลอบติดตามบางมนุษย์เข้าไปในสวนเล็กๆของเขา ในทุ่งนาน้อยๆของเธอ และกูได้เฝ้ามองดูเขาและเธอต่างพากันโอบกอดพืชพรรณอย่างทะนุถนอมรักใคร่<br />ปวงพืชพรรณที่แข็งแกร่งและอดทนอย่างที่สุด<br />ด้วยพวกมันต่างก็รักใคร่ในมนุษย์พวกนั้น<br />ดูสิ พวกมันต่างก็กำลังโอบกอดมนุษย์ที่แข็งแกร่งและอดทนอย่างที่สุดไว้ดุจเดียวกัน<br />มนุษย์ตัวเล็กๆแห่งอุษาคเนย์<br />และมนุษย์ตัวเล็กๆยิ่งกว่าที่พากันวิ่งตามพวกเขาออกไป เนื้อตัวแทบจะเปลือยเปล่าเสียด้วยซ้ำ<br />ต่างก็พากันหัวเราะเริงใจ<br />เป็นหนึ่งเดียวกับดินน้ำลมไฟรายรอบตัว<br />และจังหวะที่แม่หนูน้อยได้ก้มลงเก็บใบไม้เล็กๆรูปหัวใจสีแดงขึ้นทาบทับทรวงอกเปลือยเปล่าข้างซ้ายของเธอ พลางยิ้มกว้างจนแลเห็นฟันหลอ<br />จังหวะนั้นกูก็บอกกับตนเองได้ทันที ว่ากูจะยังไม่ไปไหน</p> <p>“อนาคตอันเก่าแก่”<br />ใช่ กูเรียกขานมันเช่นนั้น<br />ท่ามกลางสองฟากฝั่งที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งโอบเอื้ออารี ทั้งทารุณโหดร้าย<br />กูได้นำพาหัวใจสีแดงดวงน้อยนั้นไปด้วย<br />สัตว์ดึกดำบรรพ์กับหัวใจสีแดงดวงน้อย<br />เหนือกว่าแก้วมณีมีค่าทั้งหมดทั้งมวล<br />เช่นเดียวกับมือน้อยๆที่ได้ปลูกฝังเมล็ดดอกไม้ลงไปในผืนแผ่นดิน<br />เหล่ามนุษย์เล็กๆที่ได้นำพารุ่งอรุณอันเก่าแก่มาสู่หัวใจของกู<br />ทำให้เรือนกายกูสั่นสะท้านด้วยความปีติยินดี<br />และพลอยทำให้เรือของพวกชาวประมงโยกโยนอยู่เหนือยอดคลื่นอย่างฉงนฉงาย<br />ลำตัวและเกล็ดผิวของกูหยอกล้อกับพื้นผิวของท้องเรือเหล่านั้น พลันกูได้ยินน้ำเสียงหวาดตื่นดังขึ้น<br />“เหมือนมีตัวอะไรมาหนุนท้องเรือเลยว่ะ พวกมึงรู้สึกเหมือนกูมั้ย”<br />“ใช่ กูก็รู้สึกเหมือนมึงนั่นแหละ”<br />เปล่า ไม่ใช่พวกมึงหรอกที่ตอบคำ เพราะพวกมึงต่างก็ซีดเซียวและเบื้อใบ้ แต่เป็นกูต่างหาก<br />แต่ถึงอย่างนั้น พวกมึงก็ยังไม่ได้ยินเสียงของกูอยู่ดี<br />แม้ว่ากูจะบิดกายคลายเส้นอยู่ห่างจากพวกมึงไม่ถึงศอกถึงวาก็ตาม<br />กูผู้เฝ้าเคล้าคลอไปกับชีวิตของพวกมึงตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดยันตาย<br />กูผู้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเพรียกหาในยามหลับละเมอของพวกมึง พวกมึงผู้เจ็บไข้-ใกล้ตาย เสียงเพรียกนั้น-<br />“น้ำ ขอน้ำให้ลูกเถิดแม่จ๋า...”</p> <p>อย่าฝันถึงกู หากพวกมึงไม่มีความใฝ่ฝันแสนงาม<br />พวกมึงเคยเฝ้ามองดูแม่น้ำกันบ้างไหม?<br />แม่น้ำข้างนอก แม่น้ำข้างใน<br />กูอยู่ข้างนอก กูอยู่ข้างใน<br />กูปรารถนาเป็นหนึ่งเดียวเสมอ หากว่ามือของพวกมึงไม่ยื่นเข้ามายุ่มย่ามบงการเอาตามอำเภอน้ำใจ<br />มือของพวกมึงที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะตักตวง ที่จะครอบครอง<br />ที่จะแปรเปลี่ยนวิถีทางของกู ที่จะกักกั้นกุมขังกู<br />กูอยากให้พวกมึงเฝ้ามองดูแม่น้ำ เหมือนเช่นที่ศาสดาของพวกมึงเฝ้ามอง<br />เพราะว่าเมื่อไม่มีสิ่งนั้น ก็จะไม่มีสิ่งนี้<br />ไม่มีเหล่ามนุษย์ผู้ถูกสาปให้ต้องค้นหาหัวใจของตนเอง<br />เมื่อพวกมึงเฝ้ามองอย่างบริสุทธิ์ลึกซึ้ง<br />เมื่อนั้นพวกมึงก็จะเปลือยเปล่า<br />เปล่า- กูไม่ได้กล่าวหาว่าพวกมึงเปล่ากลวงเสียหน่อย<br />แต่พวกมึงจะเปลือยเปล่าและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติต่างหาก<br />พวกมึงไม่เคยผ่านการเป็นเด็กมาก่อนหรอกรึ<br />เหล่าเด็กๆหลายผู้หลายนามที่เคยขี่หลังกูเล่น-เริงใจ<br />ต่างก็ขี่และควบกูให้เลื้อยไหลไปไม่หยุดหย่อน<br />ท่ามกลางเสียงกู่ร้องโหวกเหวก เสียงหัวเราะสดใสก้องกังวาน<br />ขณะกูสะบัดเนื้อตัวจนกระเพื่อม-กระเซ็น</p> <p>กระต่ายในดวงจันทร์สะท้อนอยู่ในดวงตากู<br />เนื้อตัวเปลือยเปล่าของกูกลายเป็นสีแสงจันทร์<br />เกล็ดของกูวับวาวท่ามกลางสองฟากฝั่งแห่งแสงไฟ<br />พวกมึงพากันกล่าวขานว่ากูเป็นสัตว์ลึกลับ เพียงเพราะว่าพวกมึงมองไม่เห็นกู<br />พวกมึงผู้ไม่มีกระต่ายในดวงจันทร์อยู่ในดวงตา<br />พวกมึงผู้กำลังหันหลังให้กู<br />ทั้งๆที่มีกูดำรงอยู่ในชีวิต<br />ดุจเดียวกับการที่พวกมึงพากันปล่อยปละละเลยหัวใจ<br />กระทั่งมันได้หายสูญไป<br />และในค่ำคืนแสนงามเช่นนี้<br />กูได้ล่องลอยดวงไฟของความคิดฝันขึ้นสู่ท้องฟ้า ดวงแล้วดวงเล่า<br />เพื่อรำลึกถึงปวงปราชญ์และเหล่าศาสดาที่เคยได้จำนรรจากับกู<br />เพื่อรำลึกถึงโคตรเหง้าเหล่ากอของกู พ่อแม่พี่น้องและญาติมิตรของกู<br />ทั้งโพ้นเทือกภู ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม และบึงบางกลางท้องทุ่งนา<br />ในบางค่ำคืนแสนงามเหล่านั้น<br />กูเคยได้ยินเสียงเล็กๆแว่วมาจากเหล่าเรือนบ้านที่ห่อตัวอยู่ในรั้วกำแพง<br />“แม่จ๋า หนูเห็นดวงไฟอะไรก็ไม่รู้ ลอยขึ้นจากแม่น้ำ สวยจังค่ะ”<br />“เหลวไหลน่าลูก ไป-เข้านอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ลูกต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้ามืด”<br />“ไป-โรง-เรียน-แต่-เช้า-มืด?”<br />กูพึมพำเหมือนคร่ำครวญ</p> <p>กูจะเล่าเรื่องมนุษย์เล็กๆผู้หนึ่งให้พวกมึงได้ฟัง<br />มนุษย์เล็กๆผู้ปฏิเสธโรงเรียน<br />โรงเรียนที่ห่อตัวอยู่ในรั้วกำแพง<br />เด็กชายผู้ตามใจพ่อแม่ด้วยการแต่งชุดเสื้อผ้าเครื่องแบบ แล้วเดินชักแถวไปสู่โรงเรียนเหมือนเช่นเด็กคนอื่นๆ<br />เด็กชายผู้เฝ้าฝันถึงแต่แม่น้ำอยู่ทุกขณะจิต<br />แล้วให้หลังเพียงสองปี เขาก็หันหลังให้กับรั้วโรงเรียน<br />เด็กชายผู้พร่ำบอกกับพ่อแม่ของเขาว่า-หากพญานาคยังคงมีอยู่ในแม่น้ำ เขาก็จะไม่อดตายอย่างแน่แท้<br />เด็กชายผู้ถือกำเนิดที่ริมฝั่งแม่น้ำ ในครอบครัวเล็กๆของชาวประมง<br />จึงวางดินสอและตำราเรียนลง<br />ก่อนก้าวเข้าสู่โรงเรียนแห่งดินน้ำลมไฟอย่างเต็มตัวและหัวใจ<br />เด็กชายผู้เฝ้ามองท้องฟ้าและก้อนเมฆ พลางได้ยินเสียงกระซิบของเหล่าผู้เฒ่า ว่าเมฆลักษณะแบบนั้นรูปร่างแบบนี้มันหมายความว่าอะไร<br />มันหมายความว่าเมื่อเจ้าเห็นเมฆแบบนั้น เจ้าจงออกเรือไปเถิด แต่อย่าโลภมากบรรทุกเหล่าปลามาเสียจนเรือจมลงกลางน้ำล่ะ<br />มันหมายความว่าเมื่อเจ้าเห็นเมฆแบบนี้ เจ้าจงเดินขึ้นโคกขึ้นดงไปเถิด เพื่ออาหารมื้อหน้าจะมีเห็ดมากมายให้เจ้าอิ่มอร่อย<br />มันหมายความว่าเมื่อเจ้าเห็นเมฆแบบโน้น เจ้าจงเตรียมคราดไถแปลงนาไว้ได้แล้ว เพื่อเจ้าจะได้หว่านข้าวกล้าในนาน้ำฝน<br />เด็กชายผู้เฝ้ามองท้องน้ำ พลางได้ยินเสียงกระซิบของเหล่าผู้เฒ่า ว่าวงคลื่นน้ำลักษณะนี้หรือแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไร<br />วงคลื่นน้ำลักษณะต่างๆที่สามารถบ่งบอกถึงปลาชนิดต่างๆ<br />ลักษณะของการโบกครีบหลัง ครีบข้าง และหาง<br />ลีลาการผุดของฟองอากาศลมหายใจ<br />ที่เหล่าผีผู้เฒ่าสามารถมองทะลุพื้นผิวน้ำลงไปอย่างปรุโปร่ง แล้วทำนายได้อย่างแม่นยำว่าฝูงปลาที่กำลังว่ายผ่านไป ชื่อว่าปลาอะไร<br />ปลาอะไร มีอุปนิสัยอย่างไร ชอบกินเหยื่อแบบไหน<br />เหล่าโรงเรียนในรั้วสามารถบอกได้ไหม?<br />ผิวเกรียมแดดและเส้นผมสีแดงกร้านของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาของกู<br />ท่วงท่าสงบนิ่งและมั่นคงในเรือลำน้อยของเด็กชายผู้นั้น <br />เป็นหนึ่งเดียวกับกู</p> <p>เด็กชายผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับกู<br />เติบโตขึ้นท่ามกลางแสงแดด สายลม และห่าฝน<br />ราวกับไม้ที่มีรากแก้วต้นหนึ่ง<br />เขาได้หยั่งรากของชีวิตและความคิดฝันลงไปในโลกอันดึกดำบรรพ์<br />เขาเดินสวนทางกับเหล่าเพื่อนและยุคสมัย พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ใจ<br />เขาผู้ที่เนื้อตัวและเสื้อผ้าอวลร่ำอยู่ด้วยกลิ่นโคลนดิน กลิ่นแดด กลิ่นน้ำ และกลิ่นเมือกคาวปลา<br />และในฤดูแล้งที่สายน้ำได้ขอดแห้งตามธรรมชาติ<br />เขาคนเดียวกันนี้ที่ได้ยกร่องและขุดพรวนพื้นที่ชายฝั่งและสันดอนดินกลางแม่น้ำ ให้กลายเป็นแปลงสำหรับปลูกพืชผัก<br />โรงเรียนชีวิตและโลกของเขามีเพียงแม่น้ำสายเดียวเท่านั้น<br />ใช่แล้ว แม่น้ำเดียวกัน<br />เขาไม่ต้องการอะไรหรือสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว<br />เขาเพียงจุดธูปเทียนแล้วลอยกระทงดอกไม้สด พร้อมกล่าวขอขมาต่อแม่ดินแม่น้ำแม่ลมแม่ไฟและกู ก่อนจะพาเรือและอุปกรณ์ต่างๆออกไปหาจับปลา<br />ภายใต้โค้งฟ้าครามและเมฆขาวเมฆเงิน<br />เมฆสีขาวสีเงินดุจเดียวกับเกล็ดวาววับของฝูงปลาที่พากันสะท้อนขึ้นเหนือผิวน้ำและแววแดด<br />ปู่ย่าตายายและพ่อแม่ของเขาเกิดขึ้นมาที่ริมฝั่งแม่น้ำสายนี้ และตายจากไปที่ริมฝั่งแม่น้ำสายเดียวกันนี้<br />เถ้าอังคารของพวกเขาเหล่านั้นและดอกไม้สีขาวได้ล่องไหลไปกับสายน้ำไม่หวนคืน-สายนี้<br />แต่ผีของพวกเขายังคงอยู่ ผีผู้เฝ้าจำนรรจากับเขาอยู่ไม่รู้จบสิ้น<br />คำจำนรรจ์ที่เกี่ยวร้อยอยู่กับฤดูกาลดินน้ำฟ้าอากาศ<br />เสียงเพลงเพรียกแห่งฝูงมัจฉา<br />ทุ่งข้าว บ่อเกลือ และป่าบุ่งป่าทาม<br />เขาผู้ได้ยินเสียงของกู?<br />เขาผู้เชื่อมั่นว่ากูยังดำรงอยู่<br />ด้วยหัวใจโบราณกาลดุจเดียวกัน<br />เขาผู้เชื่อมั่นว่าถ้ากูตาย เขาก็จะตาย และโลกนี้ก็จะดับสูญ<br />นี้คือหัวใจสีทองของมนุษย์เล็กๆแห่งอุษาคเนย์<br />บัดซบเถิด กูไม่อยากตายจากโลกนี้ไปเลย</p> <p>หรือไม่ก็ให้กูตายจากไปเสียแต่เดี๋ยวนี้ มนุษย์เอย<br />เขาในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้สร้างครอบครัวขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสายเดิม<br />กับหญิงสาวที่รักในวิถีชีวิตแห่งแม่น้ำดุจเดียวกัน<br />และลูกน้อยทั้งสองของเขาต่างก็หันหลังให้กับโรงเรียนที่อยู่ในรั้ว<br />เขาหัวเราะอย่างเห็นขันเมื่อนึกถึงตนเองในวัยเยาว์<br />เมื่อลูกๆของเขาต่างกล่าวออกมาในทำนองเดียวกันว่า หากพญานาคยังคงอยู่ พวกเขาก็จะไม่อดตายอย่างแน่แท้<br />อา- อนาคตอันเก่าแก่<br />ดินน้ำลมไฟเป็นสักขีพยานด้วยเถิด<br />เมื่อวันหนึ่งแม่น้ำโบราณสายนี้ต้องแปรปรวนอย่างผิดธรรมดา<br />ด้วยการขึ้นและลงของระดับน้ำที่ผิดแผกฤดูกาล<br />ด้วยสีของน้ำที่เข้มข้นขุ่นคลั่ก<br />สายน้ำที่เหือดแห้งอย่างยาวนาน<br />สายน้ำที่ท่วมจมหมู่บ้านริมฝั่ง<br />เหล่าปลาหลายชนิดที่สาบสูญ<br />หลากหลายชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ลำเรือต่างเกยแห้ง<br />ว่ากันว่าประเทศบ้านเมืองใหญ่โตที่อยู่ต้นน้ำโพ้นได้ก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขึ้นจำนวนมาก<br />เขื่อนกั้นแม่น้ำ<br />พวกมึงกำลังกุมขังกู มนุษย์เอย<br />พวกมึงกำลังฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ<br />พวกมึงกำลังทดสอบความรักและความศรัทธาของมนุษย์เล็กๆที่อยู่ในดวงตาของกู<br />หากว่าพญานาคยังคงอยู่ พวกเขาก็จะไม่อดตายอย่างแน่แท้<br />อา- หากว่าพญานาคยังคงอยู่</p> <p>เมื่อไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ริมแม่น้ำที่สาบสูญ<br />พวกเขาได้พากันอพยพเข้าไปในผืนแผ่นดินที่แล้งไร้<br />เงินทองที่เก็บสะสมไว้จำนวนหนึ่งจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นบ้านหลังน้อย เป็นแปลงนาเล็กๆเป็นโคหนึ่งคู่ เป็นไก่หนึ่งฝูง<br />กูเฝ้ามองดูพวกเขาด้วยหัวใจสะทกสะเทือน<br />กูจะทำอะไรเพื่อพวกเขาได้บ้าง<br />ชายผู้นำพาลูกเมียใช้จอบเสียมขุดก่นลงไปในเนื้อดินแห้งกระด้าง จอบแล้วจอบเล่า วันแล้ววันเล่า และคืนแล้วคืนเล่า<br />เพื่อจะได้หยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุมดินเหล่านั้น หลุมแล้วหลุมเล่า<br />หลังจากที่เขาได้เฝ้าสังเกตดูลักษณะของก้อนเมฆในท้องฟ้า<br />ขณะกูกู่ร้อง ตกลงมาเถิด ตกลงมา<br />ครั้นเมื่อฝนแรกหลั่งร่วง<br />ภาพของสี่คนพ่อแม่ลูกที่กำลังเริงร้องร่ายรำอยู่กลางสายฝน<br />ทำให้กูร่ำไห้ด้วยสะเทือนใจ<br />และด้วยหัวใจโบราณดวงนั้น<br />ในทุกค่ำคืนที่ดวงจันทร์กระจ่างฟ้า<br />กูจึงได้มองเห็นผู้เป็นพ่อเดินแบกจอบแบกพลั่วนำพาลูกเมียออกไปยังกลางแปลงนา<br />ก่อนจะช่วยกันขุดจอบแทงพลั่วลงไปในเนื้อดินแตกระแหง<br />เสียงสะท้อนสะท้านใจ<br />สลับขับกล่อมด้วยเสียงเพลงจากผู้เป็นพ่อและแม่<br />บทเพลงของคนยากไร้ในผืนดินแห่งสุวรรณภูมิ<br />กระต่ายในดวงจันทร์ก็ยังไม่อาจกลั้นน้ำตา<br />พวกเขากำลังลงมือขุดสระด้วยแรงกายแรงใจมหาศาล คืนแล้วคืนเล่า<br />ยามหลับนอนพวกเขาต้องยกสองแขนสองมือประสานกันไว้เหนือหัว เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เฝ้ารุมเร้า สองฝ่ามือที่แตกช้ำระบม<br />ผ่านไปเนิ่นนานวัน<br />เมื่อได้ความกว้างความลึกของสระที่ต้องการแล้ว<br />พวกเขาทั้งสี่จึงช่วยกันเหยียบย่ำหน้าดินในสระให้แน่นเต็ม ทั้งเกณฑ์แรงโคมาช่วยอีกสองแรง<br />และไม่นานจากนั้น สระของพวกเขาก็สามารถเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ได้ตลอดฤดูแล้ง<br />และยังมีกุ้งหอยปูปลาให้ได้จับกินตลอดทั้งปี<br />ด้วยหัวใจโบราณและอนาคตอันเก่าแก่เท่านั้น มนุษย์เอย</p> <p>กูอยู่ที่นี่ ในหัวใจโบราณ มนุษย์เอย<br />กูเฝ้ามองดูมนุษย์เล็กๆผู้แข็งแกร่งและอดทน<br />มนุษย์ผู้ยืนหยัดและยืนยันที่จะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางดินน้ำลมไฟ<br />ด้วยไม่ต้องการอพยพเข้าสู่เมืองและนิคมแห่งอุตสาหกรรมเหมือนเช่นผองเพื่อนบ้าน<br />พวกเขาพากันปลูกต้นไม้ต่างๆรายรอบผืนนา<br />พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับผืนแผ่นดิน เฉกเช่นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับแม่น้ำในครั้งเก่าก่อน<br />พวกเขามีข้าวเปลือกเหลือเก็บไว้ในยุ้งฉาง<br />มีผักต่างๆ ลูกไม้ต่างๆ <br />มีไข่ไก่และไข่เป็ด<br />มีกุ้งหอยปูปลา<br />มีพืชสมุนไพร<br />พวกเขาไม่อาจลืมเลือนแม่น้ำสายนั้น<br />แม่น้ำที่พวกเขาเกิดและเติบโตอยู่ที่นั่น<br />แม่น้ำที่พวกเขากราบไหว้บูชา และศรัทธาเชื่อมั่นว่ากูยังคงดำรงอยู่<br />ไม่มีใครกุมขังกูได้หรอก มนุษย์เอย<br />วันนี้ชายวัยกลางคนและเมียของเขายังเฝ้าฝันถึงวัยเยาว์ของพวกตน<br />วัยเยาว์ที่ได้เฝ้าดูดวงไฟพญานาคกับพ่อแม่พี่น้อง ที่ริมฝั่งน้ำแห่งนั้น ปีแล้วปีเล่า<br />ดวงไฟพญานาคดวงแล้วดวงเล่าที่ผุดพ้นขึ้นจากผืนน้ำ ในค่ำคืนสิบห้าค่ำของเดือนสิบเอ็ด<br />ดวงไฟที่ทำให้เขาเชื่อมั่นในวิถีชีวิตที่ได้เลือกแล้ว<br />วิถีชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับดินน้ำลมไฟ<br />และสัตว์ดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่ง<br />โดยไม่ต้องตามแห่ไปพิสูจน์ร่องรอยของกู? ที่ตกเป็นข่าวอยู่เนืองๆว่าไปปรากฏขึ้นที่บ้านโน้นเมืองนั้น<br />แต่ด้วยวัตรปฏิบัติ และแรงกายแรงใจที่แข็งขันและมั่นคงเท่านั้น<br />และกูมั่นใจได้ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ที่หลุดพ้นจากคำสาปนั้นแล้ว<br />คำสาป และหัวใจที่สาบสูญ<br />และในค่ำคืนนี้<br />ค่ำคืนสิบห้าค่ำของเดือนสิบเอ็ด<br />เขาได้พาครอบครัวไปนั่งเฝ้ารอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ริมสระน้ำกลางผืนนา<br />สระน้ำที่พวกเขาได้เนรมิตมันขึ้นมากับมือ<br />แม้ว่าแม่น้ำสายนั้นได้สาบสูญไปแล้ว<br />แต่หัวใจโบราณยังคงอยู่ในพวกเขา<br />และแล้ว-<br />เสียงลูกสาวตัวน้อยของเขาแจ่มกระจ่างดุจเดียวกับแสงจันทร์ที่อาบค่ำคืนนี้ไว้<br />“พ่อจ๋า แม่จ๋า ดูนั่นสิ ดูนั่น”<br />ขณะที่ดวงไฟความใฝ่ฝันของกูค่อยๆผุดพ้นขึ้นเหนือพื้นผิวน้ำของสระเล็กๆ<br />ทีละดวง ทีละดวง...</p> <p> </p> <p style="text-align: center;"><img src="http://www.artculture4health.com/mass/files/แม่น้ำโบราณ/ขอบเขียว.jpg" alt="" width="80%" /></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><br /></strong></span></p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong><span class="_5afx"><a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/feeddd?source=feed_text"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">feedDD</span></a></span> <a class="_58cn" href="https://www.facebook.com/hashtag/mass?source=feed_text"><span class="_5afx"><span class="_58cl _5afz">#</span><span class="_58cm">MASS</span></span></a></strong></span></p> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium;"><strong>ติดตามเรื่องราวดีๆ อัพเดท สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่แฟนเพจ สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ที่นี่</strong></span></p> <div style="text-align: center;"><strong><br /></strong></div> <p style="text-align: center;"> </p> <p style="text-align: center;"><em><span style="font-size: medium;"><br /></span></em></p>', 'title_eng' => null, 'intro_text_eng' => null, 'full_text_eng' => null, 'locale' => null, 'category_id' => '11', 'categories' => null, 'frontpage' => null, 'arrow_comment' => '1', 'register' => '0', 'created' => '2018-07-18 09:39:19', 'created_by' => '1', 'modified' => '2018-07-18 09:39:19', 'modified_by' => null, 'published' => '1', 'publish_up' => null, 'publish_down' => null, 'banner_side' => null, 'marquee' => null, 'image' => '/mass/files/แม่น้ำโบราณ/578x300.jpg', 'imgur_url' => null, 'album' => null, 'album_publish' => '', 'video_url' => '', 'video_publish' => '', 'urls' => null, 'attribs' => '', 'parentid' => '0', 'ordering' => '94', 'metakey' => '', 'tags' => null, 'access' => '0', 'hits' => '4577', 'art_flag' => null, 'layout_view' => null, 'content_view' => 'content', 'content_type' => 'blog', 'content_type_id' => null, 'news_cat_id' => null, 'project_year' => null, 'project_cat_id' => null, 'project_media_id' => null, 'project_region_id' => null, 'project_health_issues_id' => null, 'plearn_cat_id' => null, 'plearn_media_id' => null, 'plearn_issue_id' => null ), 'Categorie' => array( 'id' => '11', 'parentid' => '3', 'title_tha' => 'สิ่งแวดล้อม', 'title_eng' => null, 'aliasname' => 'ประเด็นสิ่งแวดล้อม', 'control' => 'blogs', 'intro_text_tha' => '', 'intro_text_eng' => null, 'image' => '', 'published' => '1', 'ordering' => '0', 'nochoice' => '0', 'hits' => '0', 'params' => null ), 'ProjectCat' => array( 'id' => null, 'parentid' => null, 'title_tha' => null, 'title_eng' => null, 'aliasname' => null, 'control' => null, 'intro_text_tha' => null, 'intro_text_eng' => null, 'image' => null, 'published' => null, 'ordering' => null, 'nochoice' => null, 'hits' => null, 'params' => null ), 'ContentType' => array( 'id' => null, 'type' => null, 'title' => null, 'module' => null, 'description' => null, 'help' => null, 'has_title' => null, 'title_label' => null, 'has_body' => null, 'body_label' => null, 'min_word_count' => null, 'custom' => null, 'modified' => null, 'locked' => null, 'orig_type' => null ), 'ProjectHealthIssue' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'ProjectRegion' => array( 'id' => null, 'title' => null ), 'Creater' => array( 'password' => '*****', 'id' => '1', 'username' => 'admin', 'realname' => 'ผู้ดูแลระบบ', 'email' => 'admin', 'address' => '', 'tel' => '', 'province' => '0', 'postcode' => '11140', 'birthday' => '1983-06-19', 'gender' => 'M', 'idcard' => '', 'avatar' => '/files/b.gif', 'lastvisit_date' => '2024-11-11 13:43:35', 'group_id' => '0', 'something' => '', 'user_status' => '1', 'params' => '', 'created_by' => 'admin', 'created' => '2012-11-22 23:00:00', 'modified_by' => '26', 'modified' => '2025-09-29 21:54:10', 'role' => 'admin' ), 'Modifier' => array( 'password' => '*****', 'id' => null, 'username' => null, 'realname' => null, 'email' => null, 'address' => null, 'tel' => null, 'province' => null, 'postcode' => null, 'birthday' => null, 'gender' => null, 'idcard' => null, 'avatar' => null, 'lastvisit_date' => null, 'group_id' => null, 'something' => null, 'user_status' => null, 'params' => null, 'created_by' => null, 'created' => null, 'modified_by' => null, 'modified' => null, 'role' => null ), 'ContentDate' => array() ) ) $meta_og = ' <meta property="og:site_name" content="artculture4health.com/" /> <meta property="og:title" content="HOW To 100 ปี : ผลงานนักสื่อสารสร้างสรรค์ ภาคอีสาน" /> <meta property="og:description" content="" /> <meta property="og:type" content="article" /> <meta property="og:image" content="" /> <meta property="og:url" content="http://artculture4health.com/contents/view/295" />' $photos = array()is_dir - [internal], line ?? include - APP/View/Blogs/view.ctp, line 18 View::_evaluate() - CORE/Cake/View/View.php, line 947 View::_render() - CORE/Cake/View/View.php, line 909 View::render() - CORE/Cake/View/View.php, line 471 Controller::render() - CORE/Cake/Controller/Controller.php, line 948 Dispatcher::_invoke() - CORE/Cake/Routing/Dispatcher.php, line 194 Dispatcher::dispatch() - CORE/Cake/Routing/Dispatcher.php, line 162 [main] - APP/webroot/index.php, line 119
แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ
Art & Culture for Health Literacy
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส)
ThaiHealth Promotion Founnation (THPF)
128/355 ชั้น 32 อาคารพญาไทพลาซ่า ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ10400
128/355 Phayathai Plaza Bldg., 32nd Fl. Phayathai Rd., Thung Phaya Thai, Ratchathewi, Bangkok 10400
โทรศัพท์. 02-129-3897-99
อีเมล : artculture4health@gmail.com