นักข่าว ยุค New Media ต้องตั้งสติ ยึดหลักพุทธ กาลามสูตร เสนอข่าว

หมวดหมู่ นักวิชาการ , โดย : admin , 3 เมษายน 61 / อ่าน : 582


นักข่าว ยุค New Media ต้องตั้งสติ

ยึดหลักพุทธ กาลามสูตร เสนอข่าว 

โดย ภูวนารถ ณ สงขลา 

        บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์บางกอก ทูเดย์ 

 

                การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน การทำหน้าที่นักข่าวในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีทางการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว กำลังเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่อย่างมีจรรยาวิชาชีพ

                เนื่องจากสังคมโลกตื่นตัวกับโอกาสเปิดทางการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วในการนำเสนอไปยังบุคคลที่สาม บุคคลอื่นๆ จำนวนมาก ภายใต้การเชื่อมต่อที่เรียกกันว่าสังคมออนไลน์

                ประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นความท้าทาย ก็เนื่องมาจากความเชื่อที่บรรดา New Media ได้สร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องนักข่าวพลเมือง หรือ Citizen Reporter จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ภายใต้ความเชื่อที่ว่า

                ใครก็สามารถที่จะเป็นนักข่าวได้หมด ขอเพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็พอ 

                เพราะสามารถที่จะบันทึกภาพ บันทึกคลิปภาพคลิปเสียง แล้วก็ส่งผ่านข้อมูลพร้อมกับข้อความเข้าไปยังโลกโซเชี่ยลออนไลน์ได้แล้ว

                ไม่ต้องพึ่งพาสื่อมวลชนดั้งเดิม Traditional Media เป็นตัวกลางอีกต่อไป

                เพราะความนิยมที่ว่ารวดเร็วกล่าวสื่อดั้งเดิม สามารถสื่อสารได้สองทางมากกว่าสื่อดั้งเดิม

                แต่ภายใต้ความรวดเร็วอันเป็นที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการสื่อสารสองทางที่รวดเร็วทันใจ ได้อย่างผลกระทบตามมาต่อสังคมอย่างมากมาย

                เพราะ New Media จะหละหลวมต่อการตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ได้มีการประเมินในเรื่องการมีคุณค่าของข่าว บ่อยครั้งที่ไม่ได้แยกแยะในเรื่องความเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะกับผลประโยชน์ส่วนตน

                ที่สำคัญประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วอย่างมาก ทำให้การตรวจสอบความถูกต้อง การทบทวนข้อเท็จจริง และการไม่ใช้อารมณ์ร่วมในการนำเสนอถูกละเลยไป 

                ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากความเชื่อในเรื่องการเป็นนักข่าวพลเมืองนั่นเอง คือคิดว่าสามารถรายงานเรื่องราวอะไรก็ได้ ภายใต้อารมณ์ความรู้สึกของผู้นำเสนอเรื่องราวผ่าน New Media ในขณะนั้น โดยไม่ได้คำนึงหรือยับยั้งชั่งใจถึงผลกระทบที่จะตามมา

                ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายกับใครบ้างหรือไม่เพียงใด

                ซึ่งนี่คือจุดแตกต่างของการเป็นนักข่าวพลเมือง กับ นักข่าววิชาชีพ 

                นักข่าววิชาชีพ จะถูกสอนให้คำนึงถึงคุณค่าข่าว ผลที่จะเกิดกับสังคม ผลที่จะเกิดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่สำคัญจะต้องรายงานข่าวในลักษณะของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยที่ข่าวนั้นจะต้องไม่มีความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปปะปนอยู่ในข่าว

                และกระบวนการผลิตของสื่อดั้งเดิม จะไม่ใช่แต่จากนักข่าวแล้วสามารถนำเสนอไปสู่สังคม สู่สาธารณะชนได้เลยทันที แต่ยังมีกระบวนการกลั่นกรองในระบบกองบรรณาธิการ ผ่านหัวหน้าข่าว ผ่านบรรณาธิการข่าว บรรณาธิการบริหาร และหากเป็นเรื่องที่มองว่ามีความเสี่ยงที่จะนำเสนอก็จะต้องผ่านฝ่ายที่ปรึกษากฎหมายของทางสำนักพิมพ์ สำนักข่าววิทยุ โทรทัศน์ ก่อนด้วย จึงจะสามารถนำเสนอออกมาเป็นข่าวสู่สังคมได้

                แต่นักข่าวพลเมืองจำนวนมากไม่เข้าใจในหลักการดังกล่าว เมื่อพบเห็นเหตุการณ์หรือเกิดอารมณ์ที่ต้องการแสดงออกในขณะนั้นก็จะนำเสนอข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนออกมาสู่สังคมในทันที โดยที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบความผิดถูกของข้อมูล

                เพียงเพราะพึงพอใจที่จะได้เห็นปฏิกริยาการสื่อสารสองทางที่เกิดตามมาในทันทีเช่นกัน ซึ่งจะพบเป็นประจำถึงการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันเป็นหลายขั้วความคิด จนเกิดวิวาทะ ความขัดแย้ง ตำหนิด่าทอกันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย แค่มีใครก็ตามที่คิดเห็นแตกต่างไปจากความเชื่อ ความรู้สึกของตนเอง 

                นี่คือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับสังคม ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการตื่นกระแส New Media การตื่นกระแสนักข่าวพลเมืองนั่นเอง

                กรณีสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัล 30 ล้านบาท เป็นตัวอย่างปัจจุบันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า ทันทีที่เรื่องนี้ปรากฏออกมาเป็นข่าวว่ามีการไปแจ้งความเพื่ออายัดเงินรางวัล และเกิดคู่กรณี 2 ฝ่ายระหว่างดาบตำรวจกับครู

                จะเห็นว่า ในโลกออนไลน์ ในโลก New Media มีการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายเชียร์กันอย่างรุนแรงในทันที โดยที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทันได้รวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดี แต่มีการปักใจเชื่อไปก่อนแล้วฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด

                จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบัน New Media  ได้ทำให้ข้อมูลและเรื่องราวที่ปรากฏสู่สังคมมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง ปนเปกันจนยากที่จะแยกแยะ ที่สำคัญผลสำรวจพบว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาด บกพร่อง และถูกบิดเบือน เกินกว่าร้อยละ70-80 ในโลกสังคมออนไลน์ เพราะความสามารถทางคอมพิวท์กราฟฟิก ความสามารถในการตัดต่อคลิปภาพและเสียง เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

                อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องราวที่มีการนำเสนอผ่านสังคมออนไลน์ ผ่านนักข่าวพลเมืองจะต้องผิดพลาดหรือว่าเลวร้ายไปหมด บางเรื่องก็สามารถที่จะเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การสืบค้นหาความจริงได้เป็นอย่างดี

                 ดังนั้น ผู้ที่นิยมเสพรับข่าวสารเรื่องราวจาก New Media จำเป็นที่จะต้องรู้จักแยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์เหตุผลอย่างถี่ถ้วยรอบคอบ หากต้องการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นความจริง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีเสียใจ หรือมากล่าวคำขอโทษขออภัยในภายหลัง หรือแม้กระทั่งต้องถูกดำเนินคดีจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ซึ่งมีการกำหนดระวางโทษเอาไว้รุนแรงมาก

                ข้อแนะนำสำหรับคนในสังคม และรวมถึงนักข่าวที่มีไม่น้อยที่นำเสนอข่าวคล้อยตาม New Media คล้อยตามกระแสไปก่อน เรื่องของความถูกต้องครบถ้วนค่อยมาแก้ไขกันในภายหลังนั้น น่าที่จะนำคำสอนในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงเคยสอนไว้แก่ทุกคนมาปรับใช้ในการเสพ New Media ใดๆก็ตาม ด้วยหลักกาลามสูตร 10 ประการ

                หลักกาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่ออย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญา ควรพิจารณาให้ตระหนักชัดเจนถึงความจริงก่อนเชื่อ ซึ่งมีอยู่ 10 ประการ ได้แก่ 1) อย่าเชื่อในถ้อยคำที่ได้ฟังตามกันมา 2) อย่าเชื่อถ้อยคำที่สืบกันมาตามประเพณีต่างๆ 3) อย่าเชื่อข่าวลือที่พูดต่อกันมา 4) อย่าเชื่อด้วยการอ้างตำรา 5) อย่าเชื่อจากการคาดเดาเอง 6) อย่าเชื่อจากการคาดคะเน 7) อย่าเชื่อตรึกตามอาการ 8) อย่าเชื่อความพอใจว่าลงกับทิฐิของตัว 9) อย่าเชื่อเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ 10) อย่าเชื่อเพราะเป็นครูอาจารย์ที่เคารพนับถือ

                จะเห็นได้ว่าหลักกาลามสูตรได้สอนให้รู้จักพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนด้วยปัญญา ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ หรือเชื่ออย่างมงาย อย่าเชื่อเพียงเพราะเป็นครูอาจารย์ที่เคารพ เป็นบุคคลที่มีความรู้ มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือเพียงใด แต่ก็ยังต้องพิจารณาก่อนที่จะเชื่อตามคำกล่าวนั้นๆ

                ยิ่งประเด็นอย่าเชื่อในการฟังตาม ๆ กันมา ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันข้อมูลจาก New Media ที่ได้รับต่อๆกันมา หลายเรื่องเป็นเท็จ ไม่จริง หรือถูกบิดเบือน แต่ก็ยังส่งต่อๆกันไป บางครั้งข้ามเดือนข้ามปียังวนกลับมาอีกก็มี ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อเพราะ “เขาว่า” ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า “เขา” ที่ว่านั้นเป็นใคร ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่

                โดยสรุปก็คือ ความเชื่อควรมาคู่กับความคิดพิจารณา ต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ถึงเหตุและผลแล้วจึงเชื่อ ไม่ใช่เชื่อโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ดังนั้นคำสอนหลักการพิจารณาความเชื่ออย่างหลักกาลามสูตรจึงเป็นคำสอนที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอด แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันก็ตาม

                ดังนั้นในการทำหน้าที่นักข่าว หรือนักข่าวพลเมืองก็ตาม การจะนำเรื่องราวใดไปนำเสนอต่อสังคมควรไตร่ตรองและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อในคำกล่าวอ้างใดๆ เพื่อไม่ให้การทำหน้าที่ในการเป็นสื่อมวลชนที่ดีนั้นเกิดข้อผิดพลาดจากตัวผู้นำเสนอเสียเอง



สื่อมวลชน-สังคม-รัฐบาล ยุคเรียนรู้ผิดรู้ถูกว่าด้วย “สิทธิและเสรีภาพ”

สังคมไทยได้ก้าวผ่านยุคเสรีภาพครึ่งใบและรัฐบาลไม่มีอำนาจในการควบคุมสั่งการใด ๆ ตามกฎหมายเพื่อลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายอย่างใด ๆ หรือแม้แต่จะใช้อำนาจสั่งปิดหนังสือพิมพ์ของภาคเอกชนรวมถึงสื่อภาครัฐด้วย

นักข่าว ยุค New Media ต้องตั้งสติ ยึดหลักพุทธ กาลามสูตร เสนอข่าว

การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน การทำหน้าที่นักข่าวในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีทางการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว กำลังเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างยิ่งในการทำหน้าที่อย่างมีจรรยาวิชาชีพ  เนื่องจากสังคมโลกตื่นตัวกับโอกาสเปิดทางการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วในการนำเสนอไปยังบุคคลที่สาม บุคคลอื่นๆ จำนวนมาก ภายใต้การเชื่อมต่อที่เรียกกันว่าสังคมออนไลน์

ยุค 4.0 หนังสือพิมพ์จะอยู่หรือไป

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา  สื่อสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ ทยอยปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย แม้แต่หนังสือพิมพ์รายวัน ก็ไม่อาจต้านทางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ด้วยต้นทุนการผลิตที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับรายได้จากค่าโฆษณา ที่กระจายที่ลดลง เมื่อไม่อาจแบกรับต้นทุนไหว จำเป็นต้องหาทางออก  มาตรการต่างๆ ทั้งลดจำนวนหน้า ลดยอดพิมพ์ ลดค่าใช้จ่าย ลดขนาดองค์กร ถูกนำมาใช้ องค์กรไหน แบกรับต้นทุนและภาวะขาดทุนไม่ไหว จำต้องยอมปิดฉากลงไป

สิ่งแวดล้อมเป็นพิษชีวิตมีภัย

ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังหันมาสนใจในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น น้ำท่วม พายุถล่ม ซึนามิ ไฟป่า และความแห้งแล้ง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางส่วนของสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในโลกเท่านั้น เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีขอบเขตอย่างกว้างขวาง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต

รู้ทันสื่อในยุคดิจิตอล ความท้าทายวิชาชีพนักข่าว

 ในยุคสมัยของความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ทำให้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร

วิกฤตสื่อยุคประเทศไทย 4.0

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคThailand 4.0   ซึ่งขณะนี้กลไกต่างๆ ได้เริ่มขับเคลื่อนแล้ว เพื่อให้ประเทศไทย 4.0 เป็นจริงขึ้นมา ส่วนจะได้ผลมากน้อยเพียงใดก็คงต้องติดตามกันต่อไป   ในฐานะของผู้ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ในวงการสื่อและได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้โดยตรงคงจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้     ต้องมาทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน  ต้องรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น  และมาช่วยกันหาคำตอบกัน  จะได้หาทางรับมือกับสถานการณ์ได้

เขาหัวโล้น ปัญหาหนักอกคนเมืองน่าน

สภาพปัญหาภูเขาหัวโล้นตลอดเส้นทางจากแพร่สู่น่านและจากตัวเมืองน่านผ่านอำเภอต่างๆ ทางสายเหนือจนถึงด่านชายแดนไทย - ลาวที่บ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่านล้วนแต่ประสบปัญหาที่เหมือนกัน คือ เหมือนคนหัวล้านไม่มีต้นไม้เขียวชอุ่มเหมือนในอดีตก่อนๆ มา จากปัญหาที่คนเมืองน่านมีปัญหาด้านเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินที่สำคัญ คือ 80% ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าไม้ เพราะเป็นพื้นที่สูงเป็นภูเขาเป็นส่วนมาก เป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่นํ้าที่สำคัญ คือ แม่นํ้าน่านที่หล่อเลี้ยงคนภาคกลางของประเทศ

ประเด็นความรุนแรง

"ความรุนแรง"  เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำ และคนที่อยู่รอบๆ ข้าง ดังที่มีตัวอย่างให้พบเห็นตามสื่อทีวี หน้าหนังสือพิมพ์ อยู่ทุกวัน เช่น  กรณีพ่อทุบตีแม่  เด็กก็อาจจะถูกทุบตีไปด้วย  เด็กที่ถูกทุบตี ทำร้าย หรือได้เห็นความรุนแรงเสมอ ๆ จะฝังใจเรื่องความรุนแรง  เด็กจะเข้าใจผิดว่า  ปัญหาแก้ไขได้ด้วยความรุนแรง  ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาทุกปัญหาควรแก้ไขด้วยเหตุผล  ด้วยการพูดจาทำความเข้าใจ  นอกจากนี้ การอยู่ในภาวะแวดล้อมที่มีความรุนแรง  เด็กจะซึมซับเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรงโดยไม่รู้ตัว  เด็กจะกระทำความรุนแรงต่อเพื่อน เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ยิ่งน่าเป็นห่วง   และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะกระทำรุนแรงต่อครอบครัวตนเอง  ต่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง หรือคนรอบข้าง
โครงการสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม (Media As Social School)

978/118 ชั้น 34 อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์ : 02-298-0987-8 โทรสาร : 02-298-0989
อีเมล : media.associalschool@gmail.com