สุขบริสุทธิ์ เรื่องสั้นประเด็น "สุขภาวะในชุมชน" ผลงานนางสาวกรวิกา สุเทวี

หมวดหมู่ เรื่องเด่น , โดย : admin , 8 กุมภาพันธ์ 62 / อ่าน : 93


สุขบริสุทธิ์ 

เรื่องสั้นประเด็น "สุขภาวะในชุมชน" 

ผลงานนางสาวกรวิกา สุเทวี  

หลังจากที่โครงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ หัวข้อ “สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม” ได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนส่งผลงานในประเด็น 1.ประเด็นรู้เท่าทันสื่อ 2.ประเด็นสิ่งแวดล้อม 3.ประเด็นสุขภาวะในชุมชน 4.ประเด็นความรุนแรง 5.ประเด็นกลุ่มอ่อนไหวและเปราะบาง (เด็กพิเศษ, คนพิการ, คนยากไร้, ผู้ถูกกระทำ, ผู้กระทำความผิด) และ6.การรู้เท่าทันการพนันบอล เข้ามา มีผลงานส่งเข้ามาจำนวนมาก แต่จากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการ นักวิชาการ ศิลปินแห่งชาติ และนักสื่อสารสร้างสรรค์งานระดับมืออาชีพ ผลปรากฏว่ามีผลงานที่น่าสนใจและได้รับการอนุมัติเผยแพร่สื่อสารสู่สังคมจำนวนมากถึง 79 ผลงาน โดยแบ่งเป็นงานเขียน-เรื่องสั้น-บทความจำนวน 46 เรื่องสั้น และคลิปวีดิโอสั้นจำนวน 33 เรื่อง  

คอลัมน์บอกกล่าวเล่าสุขจึงได้ถือโอกาสนี้นำผลงานในโครงการนี้มาเผยแพร่โดยเริ่มประเดิมเรื่องแรกด้วยเรื่องสั้นเรื่อง “สุขบริสุทธิ์" เป็นเรื่องสั้นในประเด็น "สุขภาวะในชุมชน" ซึ่งเป็นผลงานการเขียนของน้องอ้อน นางสาวกรวิกา สุเทวี สาวน้อยจาก สาขาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เรื่องราวจะน่าสนใจและโดดเด่นอย่างไรพิสูจน์กันได้ในเรื่องสั้นเรื่อง “สุขบริสุทธิ์" 

..........


           เอ้ก อิ เอ้ก เอ้ก..... เสียงไก่ขันดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกว่าขณะนี้เริ่มรุ่งอรุณของวันใหม่ ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสงอ่อนๆ บ้านไหนที่มีคุณปู่คุณย่าท่านมักจะมาปูเสื่อนั่งเล่นหน้าบ้านเพื่อรับไออุ่นจากแสงแดดยามเช้า แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวก็จะมีการก่อกองไฟข้างบ้าน แล้วนั่งล้อมวงกันผิงไฟพร้อมมีการพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และมีเสียงหัวเราะดังขึ้นแทรกเป็นระยะๆ ฉันมีความรู้สึกว่าทุกคนต่างมีความสุขกันทั่วหน้า มันเป็นความสุขที่ออกมาจากความรู้สึกลึกๆของจิตใจ เป็นรอยยิ้มที่ทุกคนให้กันด้วยใจบริสุทธิ์ เป็นความสุขที่กลั่นออกมาจากข้างในมิได้มีจุดมุ่งหมายอื่นแอบแฝง ฉันชินกับบรรยากาศอันอบอุ่นนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก ได้สัมผัสบรรยากาศอันอบอุ่นนี้ในชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่วัยเด็กจนกลายเป็นเรื่องปกติ

           หมู่บ้านฉันอยู่จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ผู้คนในชุมชนรู้จักกัน เพราะมีการไปมาหาสู่พบปะกันเป็นประจำ เป็นชุมชนวิถีพอเพียง ชาวบ้านส่วนมากจะประกอบอาชีพทำการเกษตร ทุกครัวเรือนจะปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ช่วงไหนที่ผลผลิตออกเยอะก็จะเก็บแบ่งให้เพื่อนบ้าน จึงเป็นหมู่บ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์โอบล้อมไปด้วยผืนป่าที่เขียวขจี มีอากาศที่สดชื่นบริสุทธิ์

           เมื่อถึงวันที่ 20 ของทุกเดือน ชาวบ้านจะมารวมตัวกันที่สถานีอนามัยของหมู่บ้านเพื่อตรวจสุขภาพร่างกาย เช่นตรวจโรคเบาหวาน โรคความดัน ตรวจหามะเร็งเต้านม เป็นต้น ชาวบ้านคนใดที่ว่างเว้นจากการทำงานหรือพอมีเวลาว่างก็ต่างชวนกันมาตรวจสุขภาพที่สถานีอนามัยของหมู่บ้านเป็นประจำทุกๆเดือน ซึ่งทางอนามัยจะมีหมอที่เดินทางมาจากโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองมาให้บริการตรวจสุขภาพฟรีแก่ชาวบ้านถึงที่ นอกจากชาวบ้านจะรู้วิธีป้องกันการเสี่ยงต่อโรคและรู้เทคนิคการป้องกันโรคต่างๆ แล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านจะได้มาพบปะเพื่อนๆ ที่อยู่บ้านห่างไกลกันและได้พูดคุยแชร์เรื่องราวกันในเรื่องต่างๆ ทำให้เกิดรอยยิ้ม เกิดเสียงหัวเราะ และเป็นการเติมเต็มความสุขให้กันและกัน อีกทั้งในสถานีอนามัยของเรายังมีเครื่องออกกำลังกายสาธารณะให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนคนไหนไม่สะดวกไปออกกำลังกายที่สถานีอนามัยก็สามารถออกกำลังกายตามซอยบ้านของตนได้เช่นกัน ตามแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล เช่นครอบครัวของฉัน

           ทุกเช้า ถ้าพ่อไม่ได้ติดธุระอันใด พ่อก็จะชวนฉันไปวิ่งออกกำลังกาย ด้วยความที่ฉันเป็นคนนอนขี้เซาจึงชอบงอแง ไม่อยากไปวิ่งกับพ่อเพราะห่วงนอนมากกว่า แต่ด้วยความที่กลัวพ่อจะดุจึงจำใจออกไปวิ่ง เส้นทางในการวิ่งพ่อจะพาฉันวิ่งจากหน้าบ้านตัวเองไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นซอยทางเข้าหมู่บ้าน ขณะที่ออกไปวิ่งกับพ่อก็จะมีชาวบ้านที่อยู่ในซอยเดียวกันหรือใกล้เคียงก็จะออกมาวิ่งด้วยประมาณ 8-9 คน จึงทำให้บรรยากาศในการวิ่งออกกำลังกายนั้นไม่เงียบเหงา แต่ถ้าวันใดมีคนมาร่วมวิ่งด้วยน้อย บรรยากาศก็จะค่อนข้างเงียบ แสงไฟตามถนนก็จะสลัวๆ อากาศเย็นสบาย แต่บางทีก็แอบเสียวสันหลังบ้าง บางวันน้องหมาตามรายทางก็จะเห่าบ้าง หอนบ้าง ตามประสามัน ซึ่งท้ายซอยจะมีบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านของพ่อใหญ่สงแต่ไม่มีคนอยู่เพราะแกเสียชีวิตแล้ว แต่ชื่อเสียงเรียงนามของแกยังอยู่ เพราะตอนที่สมัยแกยังมีชีวิตอยู่แกชอบแกล้งเด็ก ทำให้เด็กในซอยแถวๆบ้านกลัวแกมาก ถึงขนาดว่าถ้ามองเห็นแกแม้ไกลขนาดไหนก็ต้องวิ่งหลบกันให้วุ่นเลยทีเดียว ด้วยความที่ฉันเป็นคนขี้เกียจวิ่ง แถมยังง่วงนอนด้วยจึงชอบเดินมากกว่าวิ่ง พ่อก็จะชอบล้อว่าถ้าไม่วิ่งระวังพ่อใหญ่ส่งจะมาหา จึงเป็นเหตุทำให้ฉันต้องจำใจวิ่งต่อ ฉันจึงวิ่งไปด้วยร้องไห้ไปด้วย นึกถึงทีไรก็อดขำตัวเองไม่ได้

           ชาวบ้านที่นี่ อยู่กันแบบฉันพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากรุณาและมีความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ มีวัดอันเป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวบ้าน ผู้สูงอายุจะมาทำบุญที่วัดเสมอ หรือชาวอีสานเรียกว่า “มาจังหัน” บางคนก็จูงมือลูกมือหลานมาด้วย

           นอกจากนี้หมู่บ้านเรายังมีรูปแกะสลักไม้ของหลวงปู่จวนอดีตเจ้าอาวาทที่ชาวบ้านเคารพบูชาตั้งอยู่กลางหมู่บ้านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ทุกวันพระหรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาชาวบ้านจะเก็บดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะขอขมา และขอพรอันเป็นที่พึ่งทางใจ แก่ตนเอง ส่วนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันออกพรรษา วันเข้าพรรษา บุญกฐิน บุญเดือนสิบ เป็นต้น ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือกลุ่มวัยรุ่นต่างมารวมตัวกัน ณ ลานวัด ร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันจัดเตรียมสถานที่จัดงานตามที่ตนเองถนัด ผู้ชายจะเตรียมกางเต็นท์ เตรียมโต๊ะ เตียง เคลียร์พื้นที่ เป็นต้น ส่วนผู้หญิงจะช่วยในเรื่องของการเตรียมสำรับกับข้าว จัดดอกไม้ ผูกผ้า เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

           หมู่บ้านเรายังมีโครงการธนาคารขยะ เมื่อถึงวันที่ 25 ของทุกเดือนจะมีการจัดตั้งธนาคารขยะโดยใช้ศาลากลางหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางในการแยกขยะและรับซื้อขยะในทุกๆเดือน ซึ่งกิจกรรมนี้ช่วยให้ปริมาณขยะในชุมชนลดน้อยลง ชุมชนสะอาดปราศจากมลพิษ ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการขยะที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะ โดยหันมาใช้วิธีการคัดแยกขยะและทำปุ๋ยหมักแทนการเผาทำลาย

           เมื่อฉันโตขึ้น ฉันได้มาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จากที่ฉันเคยใช้ชีวิตในชนบท ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้ชีวิตในเมืองกรุง ฉันได้สัมผัสความสุขแบบใหม่ มันเป็นความสุขที่สะดวกสบายเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งด้านอาหารการกิน อยากกินอะไรเพียงหยิบโทรศัพท์กดเบอร์แล้วกดโทรออก ไม่ช้าอาหารก็มาส่งให้ถึงที่โดยไม่ต้องลงแรงอะไรเลย ขออย่างเดียวคือ “เงินน่ะมีไหม” ส่วนใครที่ชอบเดินห้างสรรพสินค้า เดินสวนสนุกก็มีเครื่องเล่นมหัศจรรย์หลากหลายให้เราได้ตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งเมืองกรุงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากมาย เช่น การเดินทาง จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ง่ายแถมยังมีแอพพลิเคชั่นสามารถเรียกใช้ได้ตลอดยี่ 24 ชั่วโมง อีกด้วย

           คนต่างจังหวัดส่วนมากจะมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหางานทำ เพราะเมืองกรุงเป็นเมืองแห่งการคมนาคม เป็นเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างค่อนข้างเยอะพอสมควรและมีโอกาสได้งานทำสูง พอถึงช่วงเทศกาลที่สำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เป็นต้น

           คนต่างจังหวัดมักจะกลับไปฉลองรวมญาติหรือทำบุญกันที่หมู่บ้านของตน กลับไปเติมเต็มกำลังใจจากครอบครัว หมู่บ้านของฉันก็เช่นกันเมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาหรือประเพณีสำคัญชาวบ้านจะมาช่วยงานกันที่วัด และมีการละเล่นกีฬาพื้นบ้านอย่างสนุกสนานเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่รุ่นย่า เมื่อถึงวันสงกรานต์ ที่หมู่บ้านฉันมีพิธีรดน้ำขอพรญาติผู้ใหญ่ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน การรดน้ำขอพรจากผู้สูงวัยส่วนมากจะรดแค่มือพอเป็นพิธี แต่ครอบครัวฉันพิเศษกว่านั้นพ่อกับแม่ฉันจะเตรียมสบู่และผ้าเช็ดตัวไปหาท่านถึงบ้านเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้รดน้ำแค่มือแต่เป็นอาบน้ำให้ เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณที่ท่านเคยเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่ยังเด็ก

           ฉันมีความสุขมากและสิ่งที่ประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือปู่ ย่า คนดั้งเดิมท่านชอบให้พรเป็นผญามีความไพเราะชวนฟังซึ่งปัจจุบันหาฟังได้ยาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายทำหน้าที่ของตน คนที่ทำงานในเมืองกรุงต่างมุ่งหน้ากลับสู่โหมดทำงานของตนตามปกติ

          ในขณะที่ฉันกำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาฉันมีเรียน 3 วันต่อสัปดาห์ อีก 4 วันฉันเลือกที่จะหางานพาร์ทไทม์ทำเพื่อมีรายได้เสริมในวันที่ไม่มีเรียน ฉันได้ไปสมัคงานที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในวันที่ฉันเดินทางไปสมัครงานฉันมีความกังวลใจตลอดทางเพราะกลัวเขาไม่รับพนักงานพาร์ทไทม์ แต่พอไปถึงปรากฏว่าผู้จัดการรับและนัดทดลองงานทันทีของวันถัดไป ฉันดีใจมากที่มีงานทำระหว่างเรียน แต่ทำได้ไม่นานต้องลาออกเพราะภาระงานที่มหาลัยเริ่มเยอะขึ้น แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นานทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงค่าของเงินมากขึ้น

           ฤดูหนาวปีนี้ที่เมืองกรุงหนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่อยากลุกไปไหนเลยเหมือนโดนที่นอนดูดให้อยู่บนที่นอน อากาศหนาวทำให้ฉันคิดถึงบ้าน คิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆของคนทางบ้าน คิดถึงบรรยากาศนั่งล้อมกองไฟอย่างพร้อมหน้ากัน แล้วมองย้อนดูตัวเองในตอนนี้ที่อยู่ใต้ผ้าห่ม 3 ชั้น อบอุ่นเพียงร่างกายแต่ภายในจิตใจนั้นเย็นยะเยือกเหมือนยืนอยู่ขั้วโลกเหนือ

           ในขณะที่ฉันใช้ชีวิตในเมืองกรุงทำให้ฉันได้สัมผัสกับความสุขแบบใหม่ เป็นความสุขสะดวกสบายแต่ทั้งเมืองกรุงและชนบทต่างก็มีความสุขด้วยกันทั้ง 2 แบบ บางคนชอบวิถีชาวกรุงเพราะคุ้นชินและชอบความสะดวกสบายเพียบพร้อมทั้งหน้าที่การงาน อาหารการกินและการเดินทาง แต่บางคนอาจชอบวิถีชีวิตแบบชนบทเพราะชอบอากาศที่บริสุทธิ์ ชอบการเป็นอยู่แบบฉันพี่น้องและมีการไปมาหาสู่กันอย่างทั่วถึง  






ปฏิทินกิจกรรม













แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ
Art & Culture for Health Literacy

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส)
ThaiHealth Promotion Founnation (THPF)

978/118 ชั้น34 อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
กรุงเทพมหานคร 10400

โทรศัพท์ : 02-298-0987-8 โทรสาร : 02-298-0989
อีเมล : artculture4health@gmail.com